Wy/th/วางแผนการบิน

From Wikimedia Incubator
< Wy‎ | thการบิน > วางแผนการบิน
Jump to: navigation, search
Wy/th/วางแผนการบิน

Flying banner 2.jpg

Contents

การวางแผนเที่ยวบินเป็นเรื่องซับซ้อน แต่คู่มือนี้อาจช่วยคุณได้!

สำหรับบางคน การบินเป็นโอกาสที่จะได้เห็นโลกกว้างและได้เห็นวิวทิวทัศน์จากมุมสูง แต่สำหรับอีกหลายคน นี่เป็นโอกาสที่จะใช้เวลาหลายชั่วโมงนั่งอยู่ใกล้กับคนแปลกหน้านับร้อยคน ไม่ว่าคุณจะมองมันอย่างไร การบินก็เป็นการขนส่งสมัยใหม่ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้โดยเฉพาะการเดินทางระยะไกล คู่มือนี้เขียนมาเพื่อช่วยคุณ

การบินและการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลก

แม้ว่าการเดินทางทุกประเภทจะปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก อุตสาหกรรมการบินซึ่งเติบโตขึ้นอย่างเร็วเร็วเป็นตัวการสำคัญของการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ นี่ไม่ใช่เพราะระยะทางที่ไกลกว่าการเดินทางในรูปแบบอื่น แต่เพราะว่าก๊าซเรือนกระจกที่ปลดปล่อยในชั้นบรรยากาศที่เพดานบินส่งผลร้ายมากกว่าการปล่อยก๊าซที่ระดับดิน เที่ยวบินขาเดียวจากลอนดอนถึงสิงคโปร์อาจปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้ต่อนคนได้เทียบเท่ากับ 4.3 ตันคาร์บอนไดออกไซต์ที่ปล่อยบนพื้นโลก ซึ่งเท่ากับครึ่งหนึ่งของการปล่อยก๊าซโดยเฉลี่ยต่อคนต่อปีในสหราชอาณาจักร เที่ยวบินระยะใกล้จะมีอัตราการปล่อยก๊าซต่อกิโลเมตรที่มากกว่าเที่ยวบินระยะไกล เพราะต้องเสียเวลาในการขึ้นลงและวิ่งไปกลับสู่ลานจอด (ดู Environmental impact of aviation บนวิกิพีเดีย)

ผู้ที่กังวลเกี่ยวกับผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของการบินสามารถเลือกที่จะเดินทางทางบกหรือทางน้ำแทนได้หรือดูเรื่องการชดเชยปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ในเรื่องการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ (ดูเพิ่ม การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์)

บางครั้งการวางแผนทุกอย่างให้สมบูรณ์แบบอาจจะซับซ้อน วิธีการที่ง่ายที่สุดคือปล่อยให้ ตัวแทนจองตั๋วท่องเที่ยว ดำเนินการให้ ซึ่งอาจมีผลต่อตัวเลือกและราคาของการเดินทางของคุณ แต่บางครั้งก็อาจให้ความสะดวกสบายกว่าการจัดการทุกอย่างด้วยตนเอง ทั้งนี้อาจขึ้นกับเส้นทางที่คุณเลือกไปและเส้นทางที่ตัวแทนชำนาญด้วย ตัวแทนท่องเที่ยวสามารถใส่ความต้องการพิเศษของคุณลงในตั๋วเครื่องบิน (อาหารพิเศษ, เปลทารก, รถเข็น ฯลฯ) และสามารถจัดหาแพ็คเก็จที่รวมที่พัก การเดินทางเชื่อมต่อจากสนามบิน รวมถึงผู้นำเที่ยว ซึ่งอาจะประหยัดเงินกว่าการจองทุกอย่างแยกกัน


ความปลอดภัย[edit]

ถ้าไม่ได้เดินทางเป็นประจำ ควรพิจารณาเรื่องความปลอดภัยของคุณตลอดการเดินทาง ซึ่งอาจประกอบไปด้วย ชื่อเสียงของสายการบิน จุดพักระหว่างทาง ความปลอดภัยของจุดหมายปลายทาง และเรื่องสุขภาพพื้นฐาน

  • ตรวจสอบแหล่งข้อมูลราชการเกี่ยวกับ ประกาศเตือนการเดินทาง ถ้ามีข่าวว่าอาจเกิดปัญหาได้ให้ตรวจสอบกับสายการบิน ตัวแทนจำหน่ายตั๋ว หรือสนามบิน เพราะอาจมีการเลื่อนหรือยกเลิกเที่ยวบินได้ ไม่ว่าคุณจะเป็นประชากรของประเทศใด คุณอาจสนใจตรวจสอบดูประกาศเตือนของ U.S. State Department [1] และของประเทศอื่นๆ ประกาศเตือนเหล่านี้อาจส่งผลกระทบต่อการเดินทางออกจากสนามบินในประเทศที่ออกประกาศเตือนหรือในประเทศที่ถูกเตือน
  • ดูประวัติความปลอดภัยของสายการบิน ของเครื่องบิน และของสนามบิน โดยเฉพาะเมื่อเดินทางไปสนามบินขนาดเล็กหรือประเทศที่ด้อยพัฒนากว่าประเทศของคุณ และต้องดูเป็นพิเศษเกี่ยวกับเที่ยวบินร่วม code-sharing ซึ่งคุณอาจจองตั๋วกับสายการบินที่น่าเชื่อถือแต่ได้ขึ้นเครื่องของสายการบินอื่นแทน ซึ่งอาจเป็นการบินกับสายการบินหรือเครื่องบินที่มีประวัติความปลอดภัยด้อยกว่า รวมถึงอนุญาตให้นำสัมภาระติดตัวไปได้น้อยลง
  • ดูอาชญากรรม การประท้วง ความไม่สงบทางการเมือง และความเสี่ยงอื่นที่จุดหมายปลายทางและระหว่างทาง ปัญหาเหล่านี้อาจส่งผลกระทบต่อการเดินทางของคุณ ทำความเข้าใจกับจุดหมายปลายทางให้ดีโดยเฉพาะกรณีที่ชาวต่างชาติไม่เป็นที่ต้อนรับ เป็นเป้าหมาย หรือเป็นกลุ่มเสี่ยง แล้ววางแผนรับมือให้เหมาะสม

ถ้าคุณมีปัญหาสุขภาพ ควรปรึกษากับแพทย์และแจ้งให้สายการบินทราบถึงปัญหาที่อาจเกี่ยวข้องกับการบินก่อนออกเดินทางหรือก่อนที่จะจ่ายเงินค่าตั๋ว บ่อยครั้งที่สายการบินอาจช่วยเหลือผู้มีข้อจำกัดทางกายภาพหรือมีเงื่อนไขทางด้านสุขภาพ

ยาฆ่าแมลง ห้าสิบประเทศทั่วโลก รวมถึง สาธารณรัฐประชาชนจีน แอฟริกาใต้ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ บังคับให้ใช้ยาฆ่าแมลงบนเครื่องบิน (มักเป็นแบบที่มีสารตกค้าง) ถ้าสายการบิน (เช่น Hawaiian Airlines) ไม่ยอมใช้ยาฆ่าแมลงแบบตกค้าง เครื่องบินอาจถูกฉีดยาฆ่าแมลงในห้องโดยสารก่อนลงจอดในประเทศที่กล่าวถึง ถ้าคุณไวต่อสารเคมีที่ฉีด ศึกษาข้อมูลและปรึกษาแพทย์ล่วงหน้า จะได้รู้ว่าคุณจะได้รับผลกระทบหรือไม่

ประกันการเดินทาง[edit]

บทความหลัก: Wy/th/ประกันการเดินทาง

โดยปกติแล้วควรจัดให้มีประกันการเดินทางตามสมควร เว้นแต่ในกรณีที่เดินทางเป็นประจำในเส้นทางที่คุ้นเคย ค่าใช้จ่ายในการประกันอาจคำนวณจากค่าเดินทางทั้งหมด ระยะเวลาการเดินทาง ประเทศปลายทาง กิจกรรมที่เกี่ยวข้อง ระยะเวลาการเดินทาง เพศ อายุของผู้เดินทาง ประเทศต้นทาง และความคุ้มครองที่จะได้รับ กรมธรรม์ประกันการเดินทางอาจคุ้มครองอาการที่เป็นอยู่ก่อนแล้ว (pre-existing medical conditions) หากซื้อทันทีหรือภายในสองสามวันนับแต่จองตั๋วเดินทาง ซึ่งส่วนใหญ่มักไม่คุ้มครองอาการที่เป็นอยู่ก่อนแล้วหากคุณซื้อ

ประกันที่ซื้อจากสายการบินส่วนใหญ่มักจะเน้นที่ความรับผิดชอบของสายการบินเท่านั้น ในขณะที่กรมธรรม์ประกันการเดินทางที่เหมาะสมควรจะคุ้มครองทั้งการเดินทางตั้งแต่ออกเดินทางจนถึงเดินทางกลับ คุณอาจซื้อประกันได้ในราคาถูกกว่า ถ้าซื้อผ่านองค์กรที่เกี่ยวข้องกับคุณ เช่น AAA, AA, AARP ผู้ที่เดินทางบ่อยควรจะพิจารณาซื้อกรมธรรม์แบบระยะยาว (รายปี) ความคุ้มครองอาจเท่าเดิมแต่ว่าต้นทุนค่าประกันต่อเที่ยวอาจถูกลง

จองตั๋ว[edit]

เลือกสายการบิน[edit]

มีการจัดคุณภาพสายการบินโดยหลายสำนัก (เช่น [2]) ซึ่งอาจช่วยให้คุณเข้าใจความแตกต่างของระดับบริการ ความตรงเวลา และความสะดวกสบายของแต่ละสายการบินในเส้นทางของคุณ การจัดคุณภาพอาจพอให้ข้อมูลเบื้องต้นได้ แต่ก็ถูกวิพากษ์โดยคนในวงการท่องเที่ยว เช่น The Cranky Flyer หรือเมื่อความเห็นของผู้รับบริการแตกต่างออกไปจากคุณภาพโดยรวมที่แสดงออกมาอย่างมาก คุณต้องทำการบ้านค้นคว้าข้อมูลมากหน่อยหากการเลือกสายการบินเป็นสิ่งสำคัญสำหรับคุณและคุณไม่มีประสบการณ์กับสิ่งที่ต้องเลือก

ทั้งนี้ พึงระวังว่าสายการบินมีระบบ code-sharing นั่นคือคุณอาจบินจริงกับสายการบินที่คุณไม่ได้จอง บนเครื่องที่อาจต่างออกไปจากที่คาดหมายมาก

เลือกสนามบิน[edit]

เมืองใหญ่หลายเมืองมีสนามบินมากกว่าหนึ่งแห่ง ลองตรวจดูทุกสนามบินเผื่อว่าคุณอาจพบตั๋วราคาถูกกว่า เช่น ถ้าคุณประสงค์จะไป Bay Area ให้พิจารณาทั้ง Oakland International Airport (OAK) และ San Francisco International Airport (SFO) ในเมืองอย่างลอนดอนสนามบินใหญ่ เช่น Heathrow จะให้บริการกับสายการบินเต็มรูปแบบที่มีห้องรับรองและเทียบงวงช้าง ในขณะที่สนามบิน Luton และสนามบิน Stansted รองรับสายการบินขนาดเล็กและสายการบินต้นทุนต่ำ โดยมีร้านรวงและห้องรับรองที่น้อยกว่าและห่างไกลจากใจกลางเมือง เรามักพบได้บ่อยว่าสายการบินต้นทุนต่ำมักจะให้บริการผ่านสนามบินขนาดเล็ก ระบบการจองตั๋วบางประเภทยอมให้คุณใช้รหัสพิเศษที่ครอบคลุมมากกว่าหนึ่งสนามบินในการค้นหาตั๋วได้ ดูที่ Metropolitan Area Airport Codes สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

หากคุณไม่แน่ใจว่าจะไปถึงสนามบินได้เมื่อได้ คุณอาจจองตั๋วเทียวสุดท้ายของวันนั้น ซึ่งทำให้คุณสามารถร้องรองขอที่จะบินแบบ "standby" ในเที่ยวบินก่อนหน้าในวันเดียวกันได้หากคุณไปถึงสนามบินก่อนเวลา ทั้งนี้ขึ้นกับเงื่อนไขของตั๋วโดยสาร จำนวนผู้โดยสาร และจำนวนเที่ยวบินที่มีในวันดังกล่าว

เที่ยวบินภายใน/ระหว่างประเทศ[edit]

ราคาตั๋วภายในประเทศมักจะถูกว่าราคาตั๋วระหว่างประเทศอย่างมากเมื่อเทียบระหว่างระยะการเดินทางที่เท่ากัน คุณอาจเลือกที่จะเดินทางด้วยเที่ยวบินภายในประเทศแล้วข้ามแดนทางบกหรือทางน้ำแทนการบิน ตัวอย่าง เช่น ถ้าคุณอยู่ใน San Diego และต้องการไป Mexico City คุณสามารถข้ามแดนที่ไปที่ Tijuana ทางบกแล้วค่อยบินต่อไป หากคุณอยู่ใน Hong Kong และต้องการไป Beijing คุณสามารถข้ามแดนทางน้ำไปยัง Shenzhen แล้วค่อยบินต่อไป คนในเมือง Ottawa และ Montreal สามารถใช้ Syracuse N.Y. สำหรับการบินไปยังเมืองต่างๆ ของอเมริกา และผู้อาศัยอยู่ใน Toronto สามารถบินออกจาก Buffalo แทนที่จะใช้สนามบิน Lester B. Pearson

ประหยัดค่าตั๋ว[edit]

คงดีไม่น้อยที่จะประหยัดค่าตั๋ว อย่างไรก็ตามเมื่อคุณเลือกสายการบินราคาประหยัดหรือสายการบินที่ราคาถูกกว่าคุณอาจต้องแลกส่วนลดมาด้วย

  • ข้อจำกัดในการเปลี่ยนแผนการเดินทาง
  • น้ำหนักสัมภาระที่น้อยกว่า หรือค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมสำหรับกระเป๋าสัมภาระ
  • สิ่งอำนวยความสะดวกและบริการบนเครื่อง
  • ต้องซื้ออาหารและ/หรือเครื่องดื่มบนเครื่อง
  • ไม่สามารถเช็คอินกระเป๋าหรือสัมภาระไปยังจุดหมายปลายทางได้ ต้องเอากระเป๋าออกมาและเช็คอินใหม่ทุกจุดที่หยุดพัก
  • ไม่สามารถสะสมคะแนนหรือไมล์ได้

อย่างไรก็ตาม สายการบินหลักในสหรัฐอเมริกาบางสายการบินก็อาจคิดค่าใช้จ่ายเพิ่มสำหรับบริการบนเครื่องได้ แม้จะเป็นตั๋วราคาเต็ม การจองล่วงหน้าและการจองบริการที่ต้องการออนไลน์อาจช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายจุดนี้ได้ สำหรับราคาตั๋วที่จำหน่ายหลายแห่ง ยกเว้นในยุโรป สหรัฐอเมริกา และออสเตรเลีย อาจไม่รวมภาษีและค่าธรรมเนียมต่างๆ ไว้ เมื่อคุณซื้อตั๋วหรือเดินทางจริงอาจถูกเก็บค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมอีกได้

คุณต้องชั่งน้ำหนักหาจุดสมดุลระหว่างราคาและบริการเอง ปกติแล้วคุณไม่อาจได้อะไรมาแบบไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย แต่ก็มีหลายอย่างที่คุณจ่ายไปแต่ก็ไม่ได้ใช้งานมันเลย สำหรับคำแนะนำโดยเฉพาะเกี่ยวกับสายการบินราคาประหยัดดูที่ Wy/th/สายการบินต้นทุนต่ำ

หาตั๋วราคาถูก[edit]

See also: First and business class travel, Round the world flights, Wy/th/สายการบินต้นทุนต่ำ

แรงจูงใจพื้นฐานของสายการบินคือรายได้สูงสุด ซึ่งกำหนดโดยอุปสงค์ อุปทาน การบริหารจัดการ และการแข่งขัน นี่ทำให้มีราคาเที่ยวบินที่แตกต่างกันมาก ต่างกันเพราะเหตุวันเวลาที่จอง วันเวลาที่จ่ายเงิน วันเวลาที่เดินทาง รวมถึงเงื่อนไขที่มีอยู่ในตั๋ว

คุณมักจะได้ตั๋วราคาถูกหากคุณยืดหยุ่นในเส้นทางและเวลาเดินทาง และยอมให้มีข้อจำกัดต่างๆ บนตั๋ว เช่น เปลี่ยนวันเวลาและเส้นทางการบินไม่ได้ และไม่ให้มีการคืนเงินไม่ว่ากรณีใดๆ ต่อไปนี้เป็นข้อควรรู้ในการหาตั๋วราคาถูก:

  • เที่ยวบินที่คุณหาได้ในนาทีสุดท้ายก่อนเดินทางมักมีราคาแพง พยายามจองตั๋วให้เร็วที่สุดเพื่อให้ได้ราคาที่ดี โดยปกติแล้วตั๋วจะมีการแบ่งชั้นราคาเอาไว้ ราคาที่ต่ำที่สุดก็จะถูกขายหมดไปก่อน และจำไว้ว่าคุณยังไม่ได้ตั๋วราคาพิเศษจนกว่าคุณจะจ่ายเงินซื้อโปรโมชั่นดังกล่าว
  • เช้าวันจันทร์ และ เย็นวันศุกร์ เป็นเวลาที่คนทั่วไปเดินทางกันมาก เที่ยวบินมีความต้องการสูงและราคาก็อาจแพงตามไปด้วย
  • ช่วงวันหยุดยาวเป็นเวลาที่มีอุปสงค์มากเพราะทุกคนต้องการเดินทาง ช่วงเวลาที่สำคัญได้แก่ ปลายธันวาคมถึงต้นมกราคม (คริสตมาสต์ ปีใหม่ และวันหยุดฤดูร้อนของซีกโลกใต้) และกรกฎาคมถึงสิงหาคม (วันหยุดฤดูร้อนของซีกโลกเหนือ) และอย่าลืมวันหยุดท้องถิ่นด้วย เช่น Golden Weeks ในจีนแผ่นดินใหญ่และญี่ปุ่น อย่างไรก็ดีเที่ยวบินในวันหยุดจริงๆ เช่น วันคริสตมาสต์อาจมีราคาถูกกว่าช่วงต้นและปลายวันหยุด
  • เที่ยวบินตรง/เที่ยวบินไม่หยุดพัก (ดูความแตกต่างในกล่อง) จาก A ไป B อาจมีราคาแพง เพราะคุณต้องจ่ายเงินค่าความสะดวกและกำไรส่วนเกินในกรณีที่มีการแข่งขันน้อย การเชื่อมต่อ ณ จุด C ย่อมต้องเสียเวลาบ้างแต่อาจประหยัดไปได้มาก เพราะว่ามีทางเลือกมากขึ้นและมีจำนวนสายการบินที่แข่งขันกันมากกว่าเดิม
  • สายการบินต้นทุนต่ำอาจให้ราคาตั๋วที่ดีกว่า แต่ต้องระวังค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมสำหรับกระเป๋า รวมถึงค่าธรรมเนียมอื่นๆ ซึ่งอาจทำให้ส่วนต่างราคาเมื่อเทียบกับสายการบินปกติลดลง
คำเตือนการท่องเที่ยว

หมายเหตุ: การกล่าวถึงเว็บไซต์ต่อไปนี้ในบทความมิได้หมายถึงการรับรองหรือยอมรับในคุณภาพบริการแต่อย่างใด ยังมีอีกหลายเว็บไซต์ที่ดีที่ยังไม่ได้กล่าวถึงในที่นี่

อินเทอร์เน็ตเปิดโอกาสให้หาราคาตั๋วที่ดีกว่าได้ง่าย หลายสายการบินรวมถึงตัวแทนรับจองตั๋วบางรายรับประกันว่าราคาตั๋วที่ซื้อจากเว็บหรือร้านของตนนั้นถูกที่สุด ซึ่งจะมีวิธีการชดเชยให้ต่อไปหากพบว่ามีที่อื่นขายถูกกว่า อย่าจองตั๋วโดยไม่เปรียบเทียบราคาจากเว็บสายการบินและเว็บเปรียบเทียบอื่นๆ

  • เว็บ Expedia และ Travelocity สามารถช่วยให้คุณเห็นทางเลือกต่างๆ ได้ แต่อาจไม่แสดงผลสำหรับสายการบินต้นทุนต่ำ low-cost airlines และเนื่องจากเว็บเหล่านี้มีไว้บริการคนในอเมริกาเหนือเป็นหลัก อาจจะแสดงตั๋วราคาเต็ม (แพงมาก) สำหรับเที่ยวบินนอกอเมริกาเหนือ
  • Kayak อาจเป็นทางเลือกที่ดี สำหรับการตรวจเที่ยวบินสำหรับสายการบินต้นทุนต่ำ อาจต้องใช้เครื่องมือพิเศษเช่น flylowcostairlines.org [3]
  • สำหรับการเดินทางระหว่างประเทศ คุณอาจได้เงื่อนไขดีที่สุดเมื่อจองผ่านตัวแทนท่องเที่ยวในประเทศคุณ แต่ลองค้นหาเว็บเช่น Momondo และ Vayama เพื่อจะได้รู้ค่าใช้จ่าย ความถี่เที่ยวบิน และเส้นทางการบิน ถ้าคุณเป็นนักเรียน หรือมีอายุต่ำกว่า 26 หรือมีอายุมากกว่า 65 ปี บางตัวแทนหรือบางเว็บไซต์อาจมีส่วนลดพิเศษสำหรับคุณ

โปรแกรมสะสมคะแนนสำหรับผู้เดินทางประจำ[edit]

สายการบินจำนวนมากมีโปรแกรมสะสมคะแนน (frequent flyer) ให้รางวัลกับลูกค้าที่บินกับสายการบินเป็นประจำ หรือบินเป็นระยะทางไกลๆ การคิดคะแนนคิดจาก จำนวนเที่ยวบิน (segments) หรือ ไมล์ (mile) เดินทาง คุณจะได้รับรางวัลหากบินถึงจำนวนเที่ยวบินที่กำหนด หรือจำนวนไมล์เดินทางรวมเกินกว่าค่าที่ตั้งไว้ ผู้โดยสารชั้นธุรกิจและชั้นหนึ่งอาจได้ไมล์พิเศษในแต่ละการเดินทาง บางครั้งยังมีโบนัสได้ตั๋วเครื่องบินชั้นประหยัดจากการใช้บัตรเครดิตหรือเข้าพักโรงแรมด้วย ถ้าคุณยังไม่เป็นสมาชิก ลองพิจารณาสมัครดู โดยเฉพาะถ้าคุณจะบินข้ามทวีป หรือวางแผนที่จะเดินทางอีกในอนาคต คุณอาจจะได้รางวัลบางอย่างแลกกับการให้รายละเอียดเกี่ยวกับคุณและเป็นข้อมูลทางโฆษณา คุณสามารถสมัครได้จากใบเอกสารที่สนามบิน ห้องรับรองของสายการบิน หรือช่องขายตั๋วของสายการบิน เพียงยื่นใบสมัครกับพนักงานภาคพื้นดิน หมายเลขโปรแกรมสะสมคะแนนก็จะมีผลทันที คุณยังสามารถสมัครทางออนไลน์ได้ด้วย โปรแกรมสะสมคะแนนส่วนใหญ่สมัครได้ฟรี แต่บางโปรแกรม เช่น Marco Polo Club ของสายการบิน Cathay Pacific มีค่าสมัคร (แลกกับสิทธิพิเศษบางประการ เช่น ได้ใช้ช่องเช็คอินต่างหาก และได้ขึ้นเครื่องก่อน ถึงแม้ว่าจะอยู่ที่ระดับขั้นแรกของการเป็นสมาชิก)

รางวัลมักจะประกอบด้วย:

  • ตั๋วเครื่องบินฟรี และ การเลื่อนชั้นโดยสารฟรี เมื่อคุณเก็บสะสมคะแนนจะถึงที่กำหนด คุณจะเลือกแลกบัตรโดยสารฟรี หรือเลือกเลื่อนชั้นมาบินชั้นธุรกิจหรือชั้นหนึ่งฟรี คะแนนที่ใช้แลกขึ้นอยู่กับแผนการบินของคุณ และถึงแม้ว่าค่าโดยสารจะฟรี แต่คุณยังต้องรับผิดชอบค่าภาษีและค่าอื่นๆที่จะเก็บตอนออกตั๋ว
  • แลกกับสินค้าและบริการฟรี (เช่น สินค้าอุปโภคต่างๆ และ การพักโรงแรม) จากบริษัทอื่นๆที่เข้าร่วมโปรแกรม
  • ถ้าคุณสะสมคะแนนได้มากพอในหนึ่งปี คุณมีสิทธิ์เลื่อนขั้นเป็นสมาชิก ซึ่งจะได้สิทธิเพิ่มเติม เช่น สามารถเช็คอินที่ช่องชั้นหนึ่งหรือชั้นธุรกิจ ได้ขึ้นเครื่องก่อน ได้สิทธิ์ก่อนเวลาอยู่ใน waitlist รอตั๋ว ได้สิทธืเลื่อนชั้นโดยสาร และได้ใช้ห้องรับรองสายการบิน (airport lounges) ยังมีห้องรับรองสำหรับผู้ถือบัตรเครดิตบางใบ เช่น ของ Diners Club [4], GlobeCard Platinum, Master Card และ American Express.

ไม่ใช่ว่าตัวทุกราคาจะมีสิทธิ์ได้รับคะแนนสะสม จึงควรถามเจ้าหน้าที่ออกตั๋วหรืออ่านรายละเอียดตอนจอง คุณมักจะเรียกร้องสิทธิ์ที่จะนับคะแนนสะสมได้จากการเดินทางในอดีตไม่เกิน 12 เดือน แต่ต้องเก็บหางตั๋วที่ใช้เดินทางนั้น

ปัจจุบันมีเพียงเซิร์จเอ็นจินของ Travelgrove [5] ที่แสดงไมล์ที่จะได้รับสำหรับแต่ละเที่ยวบิน นอกจากนี้ยังร่วมมือกับ MileBlaster ให้โบนัสบัตรเครดิต โรงแรม และสิทธิ์พิเศษอื่นๆ และการค้นหายังเรียงตามโอกาสที่จะมีที่นั่งว่างได้ด้วย จึงเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับสมาชิกโปรแกรมสะสมคะแนนที่จะเก็บไมล์เพียงพอสำหรับเที่ยวบินฟรี

สายการบินหลักของคุณอาจเป็นสมาชิกของ สายการบินพันธมิตร (airline alliance) ซึ่งให้คุณสามารถเก็บและใช้ไมล์กับสายการบินอื่นในพันธมิตร พันธมิตรใหญ่สุดสามรายได้แก่ Star Alliance [6], oneworld [7] และ SkyTeam [8] มีโปรแกรมคะแนนสะสมมากมายให้เลือกสมัคร แต่เพื่อความง่ายควรสมัครสมาชิกเพียงโปรแกรมเดียวในแต่ละพันธมิตร

การเป็นสมาชิกโปรแกรมสะสมคะแนนยังช่วยล็อกอินเข้าเว็บสายการบินเพื่อจองตั๋วได้ง่ายขึ้นอีกด้วย เมื่อคุณล็อกอินและจองตั๋ว รายละเอียดเกี่ยวกับคุณ (เช่น ชื่อ ข้อมูลหนังสือเดินทาง) จะถูกเติมให้โดยอัตโนมัติ ถึงแม้ว่าจะสะสมคะแนนในเที่ยวบินนั้นๆได้หรือไม่

คุณยังอาจสะสมคะแนนจากแหล่งอื่น เช่น บัตรเครดิตที่ร่วมกับโปรแกรม คุณจะได้คะแนนสะสมทุกครั้งที่คุณใช้บัตรนั้น ช่วยให้คุณได้เดินทางฟรีเร็วขึ้น การพักโรงแรม เช่ารถ หรือแม้แต่โทรศัพท์มือถือ ก็อาจช่วยสะสมคะแนนให้คุณ

การเชื่อมต่อ[edit]

บินตรง vs. บินไม่หยุด

ในโลกของสายการบิน เที่ยวบินตรง หมายความว่าตลอดเส้นทางคุณใช้เครื่องบินลำเดียวและมีหมายเลขเที่ยวบินหมายเลขเดียว แต่ว่าอาจมีการหยุดพักระหว่างทางได้ ซึ่งหมายความว่าคุณต้องลงจากเครื่องในประเทศที่ไม่ใช่จุดหมายปลายทาง (อาจต้องนำกระเป๋าติดตัวออกจากเครื่องและผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองด้วย) มองหาเที่ยวบินไม่หยุดพักถ้าคุณต้องการเดินทางจาก A ไป B โดยตรงและไม่หยุดจอดแวะในที่ใดๆ เลย

See also: Avoiding a transit of the United States

การบินจากจุด A ไปยังจุด B อาจต้อง ต่อเครื่อง ที่จุด C โดยที่คุณต้องลงจากเครื่องบิน หาเที่ยวบินที่ต่อ แล้วขึ้นบนเครื่องบินอีกครั้ง ถ้าเที่ยวบินเส้นทาง A-C และ C-B อยู่ในตั๋วเดียวกัน ทางสายการบินจะรับผิดชอบ และจะ (พยายาม) ให้คุณขึ้นเที่ยวบินถัดไป หากคุณต่อเครื่องไม่ทันและตกเครื่องบิน และมักรวมถึงกรณีที่คุณบินด้วยสายการบินเดียวกัน หรือ กลุ่มสายการบินเดียวกัน (เช่น One World เป็นต้น) และคุณได้เผื่อเวลาสำหรับเปลี่ยนเครื่องเอาไว้แล้ว แต่ถ้าหากว่า คุณจองเที่ยวบินแยกจากกัน การเปลี่ยนเครื่องถือเป็น ความรับผิดชอบของคุณแต่เพียงผู้เดี่ยว ถ้าคุณบินด้วยสายการบิน หรือด้วยค่าโดยสารในอัตราที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงการเดินทางได้ คุณอาจเสียตั๋วเดินทางนั้นไป เมื่อสายการบินหนึ่งล่าข้าทำให้คุณพลาดเที่ยวบินถัดไป จ่ายเพิ่มอีกเล็กน้อยเพื่อให้ได้ตั๋วโดยสารที่ยืดหยุ่นมากขึ้นสำหรับตั๋วเที่ยวต่อไป นอกจากจะช่วยป้องกันความเสี่ยงเรื่องนี้แล้ว คุณยังอาจได้ขึ้นเครื่องบินเที่ยวที่เร็วขึ้นหากคุณสามารถเปลี่ยนเครื่องได้รวดเร็ว

สายการบินอาจพิจารณาว่า ให้เปลี่ยนเครื่องในเวลากระชั้นชิดเพียง 35 นาทีได้ ถ้าคุณไม่ต้องผ่านศุลกากร หรือผ่านการตรวจสอบความปลอดภัยสนามบิน และประตูขึ้นเครื่อง เที่ยวบินลง และเที่ยวบินขึ้นอยู่ใกล้กัน เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล แต่ว่าคุณอาจเจอเรื่องไม่คาดคิดขึ้นที่สนามบินที่ไม่คุ้นเคย ตัวอย่างเช่นประตูขึ้นเครื่องอยู่คนละด้านกันของตึก หรืออยู่กันคนละอาคารผู้โดยสาร ถ้าคุณต้องแวะสนามบินที่คุณไม่ค่อยคุ้นเคย และไม่ได้รีบร้อน พิจารณาเผื่อเวลาให้กับการเปลี่ยนเครื่องอย่างน้อยชั่วโมงครึ่ง โดยเฉพาะเมื่อต้องผ่านการตรวจศุลกากร (กรณีนี้ควรเผื่อสองชั่วโมงครึ่งจะยิ่งปลอดภัย). ถ้าเที่ยวบินคุณไม่ล่าช้า คุณสามารถใช้ช่วงเวลานี้รับประทานอาหารในสนามบิน ซึ่งอาหารมักจะดีกว่าที่คุณจะได้รับ (หรือไม่ได้รับ!) บนเครื่องบิน

เว็บไซต์จัดทริปเดินทางหลายแห่ง แสดงข้อมูลสถิติว่าเที่ยวบินที่ระบุมาตรงเวลาแค่ไหน ให้เอาข้อมูลนี้มาช่วยตัดสินใจว่าจะมีความเสี่ยงในการเปลี่ยนเครื่องในระยะกระชั้นชิดหรือไม่ โดยทั่วไปแล้ว เที่ยวบินที่ไปยังจุดหมายหนึ่ง ๆ เที่ยวสุดท้ายของแต่ละวันมีโอกาสล่าช้ามากกว่าเที่ยวบินก่อนๆ เพราะสายการบินใช้เที่ยวบินนั้นกวาดเอานักเดินทางทั้งหลายที่เที่ยวบินเดินทางเข้ามาล่าช้า แน่นอนลำพังแค่สถิติ ไม่สามารถบอกได้แน่นอนว่าเที่ยวบินของคุณจะล่าช้าหรือไม่ แต่ยังไงก็เป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์

เวลาเปลี่ยนเครื่องระหว่างประเทศ ตรวจสอบดูว่าประเทศที่คุณจะแวะเปลี่ยนเครื่องต้องใช้วีซ่าหรือไม่ บางประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา แคนาดา และ สหราชอาณาจักร บังคับให้ผู้โดยสารทุกคนต้องผ่านศุลกากรและตรวจคนเข้าเมือง ถึงแม้ว่าจะแค่เปลี่ยนเครื่องระหว่างเที่ยวบินระหว่างประเทศเท่านั้น คุณจะพบว่าเป็นเรื่องง่ายหากคุณสามารถหลีกเลี่ยงการผ่านประเทศเหล่านั้น โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาซึ่งมีเงื่อนไขวีซ่าผ่านทางเหมือนกับวีซ่าท่องเที่ยวเลยทีเดียว บางที่เช่น ฮ่องกง หรือ ออสเตรเลีย บังคับให้นักเดินทางบางสัญชาติจ้องได้วีซ่า ถึงแม้ว่าจะอยู่ในบริเวณต่อเครื่องเท่านั้น คุณมีหน้าที่ขอวีซ่าทั้งหมดที่จำเป็นก่อนที่จะบิน โดยยิ่งขอเร็วได้ยิ่งดี

การสำรองและการออกตั๋วโดยสาร[edit]

วีซ่าสหรัฐที่ขอได้ยาก

ตั้งแต่จังหวะที่คุณจองตั๋วเครื่องบินจนถึงเวลาที่คุณก้าวขึ้นเครื่อง ในเบื้องหลังมีขั้นตอนต่าง ๆ มากมายเกิดขึ้น เนื้อหาต่อไปนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจมากขึ้นโดยเฉพาะถ้าคุณจองเที่ยวบินในแบบดั้งเดิม (คือเดินทางไปสำนักงานของสายการบิน หรือ ตัวแทน ด้วยตัวเอง)

ขั้นตอนแรกคือการจองเที่ยวบินของคุณ ซึ่งสามารถทำได้โดยการติดต่อสายการบินหรือบริษัทตัวแทนทางโทรศัพท์ ในขั้นตอนนี้ยังไม่จำเป็นต้องจ่ายเงิน ตอนจองสายการบินจะสำรองที่นั่งสำหรับคุณโดยทั่วไปประมาณ 1 สัปดาห์หลังจากจอง ถ้าคุณไม่ชำระเงินก่อนวันที่หมดอายุ การจองนั้นจะถูกยกเลิกและคนอื่นสามารถได้ที่นั่งแทน การจองนี้สามารถเปลี่ยนและยกเลิกได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ซึ่งจะเป็นประโยชน์ถ้าคุณต้องรออะไรบางอย่าง (เช่น การอนุมัติวีซ่าไปยังจุดหมายปลายทาง) คุณจะได้รับรหัสเป็นตัวอักษรและตัวเลขยาว 6 ตัวอักษรที่เรียกว่า passenger name reference หรือ PNR ซึ่งคุณจะใช้อ้างอิงเวลาซื้อตั๋ว

  • ที่นั่งที่จองให้สำหรับคุณ จะระบุว่า confirmed หรือยืนยัน ในข้อมูลการจอง และจะไม่ถูกเอากลับคืนจนกว่าเวลาที่ให้จะหมดอายุลง อย่างไรก็ตามคุณไม่สามารถขึ้นบินได้จนกว่าคุณจะซื้อตั๋วเครื่องบิน คุณสามารถได้ที่นั่งยืนยันเพียงที่นั่งเดียวในแต่ละเที่ยวของตั๋ว
  • ถ้าที่นั่งในเที่ยวบินหนึ่ง ๆ เต็ม แต่คุณยังอยากจะเดินทาง คุณสามารถจองแบบ waitlisted หรือ waiting list หรือเวตติ้งลิสต์ คือต้องรอคิว ถ้าคนอื่นที่ได้จองก่อนหน้าคุณยกเลิกการจอง การจองของคุณจะได้เลื่อนมาเป็นยืนยัน และการจองเที่ยวบินอื่นๆเผื่อสำรองจะโดนยกเลิกไป คุณสามารถรอ waiting list หลายเที่ยวบินพร้อมๆกัน แต่ตั่วราคาถูกมากอาจไม่ยอมให้รอ waiting list เลยก็ได้

การออกเสียงตัวอักษร

เมื่อโทรไปสำหรังที่นั่งหรือเปลี่ยนแปลงเที่ยวบิน วิธีที่เร็วที่สุดในการเข้าถึงข้อมูลการสำรองที่นั่งคือใช้ Passenger Name Record (PNR) และอ่านออกเสียงด้วยe NATO phonetic alphabet (Alpha Bravo Charlie Delta Echo Foxtrot Golf Hotel India Juliet Kilo Lima Mike November Oscar Papa Quebec Romeo Sierra Tango Uniform Victor Whiskey X-ray Yankee Zulu) ซึ่งอาจง่ายกว่าการให้ข้อมูลอื่นๆ จำนวนมาก และทำให้คุณดูเป็นมือโปรด้วย

ขั้นตอนการเปลี่ยนจากการจองเที่ยวบินเป็นตั๋วเครื่องบินจริงๆ คือการออกตั๋ว (issuing ticket หรือ ticketing) ตั๋วที่ออกจะต้องชำระเงินด้วยเงินสด หรือบัตรเครดิต/เดบิต หรือแลกด้วยคะแนนหรือไมล์สะสม อาจมีข้อจำกัดการใช้งานขึ้นอยู่กับชนิดของตั๋วดังนี้:

  • nonchangeable/nonrebookable: คุณไม่สามารถเปลี่ยนวันและเวลาที่บินได้ (ถ้าไม่จ่ายค่าธรรมเนียมการเปลี่ยนในอัตราสูงๆ) ในกรณีที่ยอมให้เปลี่ยนได้ ไม่ว่าจะมีค่าธรรมเนียมการเปลี่ยนหรือไม่ก็ตาม คุณยังต้องจ่ายผลต่างของค่าตั๋วของวันเวลาเดิม กับของวันเวลาใหม่
  • nonendorsable: คุณไม่สามารถเปลี่ยนไปบินสายการบินอื่นได้หากสายการบินที่คุณซื้อตั๋วมีปัญหา (แต่กรณีร้ายแรงเช่นมีการยกเลิกเที่ยวบิน คุณมักได้รับการคุ้มครองให้เปลี่ยนได้โดยกฎหมายท้องถิ่น)
  • nonrefundable: คุณไม่สามารถขอเงินคืนได้หากคุณไม่ได้เดินทาง (ในอเมริกาเหนือ ถ้าคุณขอยกเลิกการเดินทางล่วงหน้า คุณอาจใช้ตั๋วนี้เป็นส่วนลดแลกซื้อตั๋วเครื่องบินใบอื่นได้หลังจากได้หักค่าธรรมเนียมและค่าปรับแล้ว แต่ในที่อื่นๆ คุณมักต้องสละสิทธิ์ในตั๋วทั้งหมด)
  • nonreroutable: คุณไม่สามารถเปลี่ยนไปบินเส้นทางอื่น ถึงแม้ว่าจุดหมายปลายทางจะเป็นที่เดียวกัน
  • nontransferable: คุณไม่สามารถขายหรือโอนตั๋วให้คนอื่นได้
  • non mileage accruable: คุณไม่สามารถสะสมคะแนนหรือไมล์จากการเดินทางครั้งนี้ได้
  • nonupgradable: คุณไม่สามารถเลื่อนชั้นการเดินทางไประดับสูงขึ้นโดยการแลกคะแนนสะสมได้

การที่มี หรือไม่มี ข้อจำกัดเหล่านี้ เป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดราคาตั๋ว โดยทั่วไปตั๋วที่แพงกว่าก็มีข้อจำกัดน้อยกว่า

ถ้าคุณตั้งใจจะจองเที่ยวบินออนไลน์ ไม่ว่าจะผ่านเว็บของสายการบิน หรือผ่านเว็บท่องเที่ยวต่างๆ เช่น Travelocity และ Expedia ขั้นตอนการจองตั๋วและออกตั๋วเกิดขึ้นพร้อมกัน ดังนั้งการชำระเงิน (มักทำผ่านบัตรเครดิต หรือบัตรเดบิต) หรือแลกรางวัล (เช่นใช้ไมล์สะสมคะแนน) จะทำในทันที อย่างไรก็ตามมีข้อดีหลายอย่างถ้าจองและซื้อตั๋วทางออนไลน์ เช่น:

  • เว็บไซต์เหล่านี้เปิดให้บริการ 24 ชั่วโมงตลอดวัน ทุกวัน (ยกเว้นช่วงปรับปรุงระบบซึ่งพบไม่บ่อย) ดังนั้นคุณไม่ต้องรอถึงเวลาทำการในวันทำงานวันถัดไป เพื่อที่จะไปสำนักงานออกตั๋วหรือตัวแทน เพื่อออกตั่ว หรือ ถามเกี่ยวกับเที่ยวบินที่ว่างหรือข้อเสนอพิเศษ
  • บางสายการบินจะเก็บค่าบริการเวลาออกตั๋วทางโทรศัพท์ หรือมาออกตั๋วด้วยตัวเองที่สำนักงาน คุณสามารถประหยัดค่าธรรมเนียมนี้ได้เมื่อทำรายการทางออนไลน์
  • ตั๋วเครื่องบินราคาพิเศษ หลายๆรายการ มีเฉพาะเมื่อจองและออกตั๋วทางออนไลน์ ดังนั้นจึงควรตรวจสอบให้แน่ใจกับทางสายการบิน

ถ้าคุณยังติด waitlist สำหรับเที่ยวบินที่คุณต้องการขึ้น หรือคุณต้องการบินก่อนหรือหลังเที่ยวบินที่คุณจองไว้ก่อน คุณสามารถลองบิน standby ซึ่งหมายถึงไปเคาท์เตอร์เช็คอินที่สนามบินและขอขึ้นเที่ยวบินถัดไป ถ้ามีที่นั่งเหลือ คุณจะได้เช็คอินขึ้นเครื่องเลย แต่ถ้าเที่ยวบินเต็ม คุณจะต้องรอจนเที่ยวบินนั้นปิดรับผู้โดยสาร (closed) ซึ่งตามปกติจะประมาณ 30-60 นาทีก่อนเครื่องบินออกเดินทาง และทางสายการบินสามารถนับจำนวนที่ว่างที่เหลืออยู่ อย่าหวังว่าจะได้ลดราคาตั่วถ้าคุณบิน standby และในทางกลับกัน อย่าหวังว่าจะได้บิน standby ถ้าตั๋วของคุณมีข้อจำกัดต่าง ๆ

ถ้าคุณไม่ได้เช็คอินภายในเวลาปิดรับ คุณจะถือว่า no-show ที่นั่งของคุณสามารถนำไปให้กับคนอื่นที่รอบิน standby ได้ ส่วนคุณอาจสูญเสียเงินค่าตั๋วทั้งหมด หรือ สามารถจองเที่ยวบินถัดไปได้ ขึ้นอยู่กับข้อจำกัดและเงื่อนไขที่ระบุบนตั๋วเครื่องบินที่คุณมี

ข้อพึงระวังอื่น ๆ เกี่ยวกับการจองและออกตั๋ว:

  • ถึงแม้ว่าการจองตั๋วจะรับประกันที่นั่งให้คุณ ไม่มีการรับประกันราคาที่แจ้งไว้ ดังนั้นราคาค่าตั๋วที่ระบุตอนจองอาจต่างกับราคาที่ต้องจ่ายตอนออกตั๋ว ราคาที่ระบุตอนจองจะมีผลเฉพาะเมื่อคุณพร้อมที่จะออกตั๋วทันที
  • เที่ยวบินอาจมีข้อจำกัดที่โหด เช่น บางสายการบินไม่ยอมให้เปลี่ยนไปบิน standby คุณอาจต้องเสียค่าใช้จ่ายเวลาเปลี่ยนเที่ยวบิน บางสายการบินไม่ยอมคืนเงินถ้ายกเลิกการบิน โปรดตรวจสอบเงื่อนไขโดยละเอียด

ตั๋วกระดาษและตั๋วอิเล็กทรอนิกส์[edit]

สายการบินส่วนมากในปัจจุบันใช้แต่ตั๋วอิเล็กทรอนิกส์ (electronic tickets หรือ e-tickets) ตั๋วอิเล็กทรอนิกส์เป็นบันทึกรายละเอียดการจองซึ่งเก็บอยู่ในคอมพิวเตอร์ของสายการบิน คุณจะไม่ได้ตั๋วกระดาษซึ่งเป็นเล่มบรรจุ flight coupons ตั๋วอิเล็กทรอนิกส์ที่ออกแล้วเรียกว่า itinerary receipt จะบันทึกรายละเอียดเที่ยวบินโดยจะส่งให้ทางอีเมลหรือพิมพ์เพื่อใช้อ้างอิง ใน itinerary receipt มีตัวอักษรหกตัวเรียก Passenger Name Record (PNR) เพื่อใช้เป็นรหัสอ้างอิงการจอง

ตั๋วอิเล็กทรอนิกส์นอกจากจะมีรายละเอียดเวลาเดินทางแล้ว ยังมีข้อมูล น้ำหนักสัมภาระที่ขนได้ การคำนวณค่าโดยสารและส่วนเพิ่ม วิธีการชำระเงิน เป็นต้น และยังระบุเงื่อนไขและสิทธิของคุณถ้าเกิดเหตุการณ์บางอย่างขึ้นกับเที่ยวบินที่คุณจอง

ในทางทฤษฎี การใช้ e-ticket คุณแค่แสดงหนังสือเดินทางก็เพียงพอกับการเช็คอิน เจ้าหน้าที่ต้องการแค่ชื่อของคุณเพื่อดึงเอาข้อมูลการเดินทางออกมาได้ แต่ด้วยเหตุผลทางความปลอดภัย ที่บางสนามบิน คุณต้องแสดงใบ itinerary receipt เป็นหลักฐานเพื่อเข้าไปในสนามบินหรือตอนเช็คอิน นอกจากนี้ เวลาเดินทางเข้าประเทศอื่น เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองมักต้องการหลักฐานการเดินทางออกนอกประเทศ ดังนั้นจึงยังจำเป็นต้องพกใบ itinerary receipt ที่พิมพ์ออกมาสำหรับใช้อ้างอิง

และเพื่อป้องกันการโกงบัตรเครดิต เมื่อคุณซื้อ e-tickets บางสายการบินทางอินเตอร์เน็ตด้วยบัตรเครดิต เวลาเช็คอินคุณจะต้องแสดงบัตรที่ใช้ตอนซื้อตั๋วให้เจ้าหน้าที่ที่สนามบิน หรือเจ้าหน้าที่ห้องออกตั๋วเพื่อตรวจสอบยืนยัน เรื่องนี้สำคัญมากโดยเฉพาะเมื่อคนที่ออกค่าตั๋วไม่ได้เดินทางไปด้วย เจ้าหน้าที่ต้องการเห็นบัตรเครดิตใบจริง ไม่ใช่ใบมอบฉันทะจากเจ้าของบัตร มิฉะนั้นคุณต้องออกตั๋วใหม่ (ที่ราคาเดิมหรืออาจแพงขึ้นกว่าเดิม) และทำเรื่องคืนเงินตั๋วเดิมซึ่งต้องรอหลายสัปดาห์หรือเป็นเดือนกว่าจะได้เงินคืน (ซึ่งต้องเป็นตั๋วแบบ refundable เท่านั้นและอาจต้องเสียค่าธรรมเนียมขอคืนเงินอีกด้วย)

ในกรณีที่คุณยังได้ตั๋วกระดาษ คุณต้องแสดงตั๋วเวลาเช็คอินขึ้นเครื่อง คุณต้องดูแลตั๋วให้ดี เพราะถ้าคุณทำตั๋วหาย คุณต้องเสียเวลาทำเรื่องหรือ คุณอาจต้องซื้อตั๋วใหม่เลย แล้วขอคืนเงินทีหลัง หรือ ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมออกตั๋วใหม่ ในบางประเทศคุณยังต้องไปแจ้งความกับตำรวจก่อน ดังนั้นถ้าคุณกลัวที่จะทำตั๋วหายหรือลืมตั๋วเดินทาง ขอให้ออกตั๋วแบบ e-ticket ทุกครั้งที่ทำได้ เมื่อคุณทำ itinerary receipt หายหรือลืม คุณสามารถพิมพ์ใหม่อีกชุดได้จากอีเมล หรือขอให้สายการบินหรือตัวแทนส่งอีเมลใหม่ให้คุณ

ข้อดีข้อใหญ่ของตั๋วอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-ticket คือ รายละเอียดเที่ยวบินของคุณเก็บอยู่ในคอมพิวเตอร์ของสายการบิน ตั๋ว e-ticket ไม่มีทางหาย ลืม หรือโดนขโมย คุณสามารถเปลี่ยนแผนการเดินทางได้โดยไม่ต้องพิมพ์และส่งตั๋วใบใหม่ และถ้าสายการบินคุณให้บริการเช็คอินทางออนไลน์ หรือเช็คอินทาง self-service kiosk คุณสามารถพิมพ์ boarding pass ได้เองและประหยัดเวลาที่สนามบินได้ แต่ในกรณีที่ซื้อตั๋วและชำระเงินด้วยบัตรเครดิตโดยที่คุณทำรายการซื้อผ่านระบบอินเตอร์เน็ตหรือซื้อทางโทรศัพท์คุณอาจไม่สามารถพิมพ์ boarding pass ได้จนกว่าคุณจะแสดงบัตรเครดิตใบที่คุณใช้ซื้อตั๋วนั้นต่อสายการบิน เช่น คุณได้ไปแสดงตัวที่สำนักงานของสายการบินก่อนทำการเช็คอินพร้อมด้วยบัตรเครดิตหรือขอให้สายการบินพิมพ์รายละเอียดการเดินทางของคุณ ซึ่งส่วนใหญ่ทางสายการบินจะให้คุณแสดงบัตรเครดิตเสมอ

ข้อเสียสำคัญของตั๋วอิเล็กทรอนิกส์คือข้อมูลของคุณถูกเก็บอยู่ในคอมพิวเตอร์ของสายการบินแห่งเดียวเท่านั้น สายการบินอื่นไม่อาจเข้าถึงได้ หากคุณอาจจำเป็นต้องเปลี่ยนเที่ยวบินไปกับอีกสายการบินหนึ่งด้วยเหตุฉุกเฉิน คุณต้องไปออกตั๋วกระดาษแบบ "endorseable" มาก่อนเพื่อเอาไปใช้กบสายการบินอื่นต่อไป ในทำนองเดียวกันสำหรับตั๋วที่บินกับหลายสายการบิน เช่น round the world flights) คุณอาจสนใจใช้บริการตั๋วกระดาษมากกว่า

แต่ละเที่ยวบินมีข้อกำหนดเกี่ยวกับการออกตั่วไม่เหมือนกัน บางสายการบินไม่อาจออกตัั๋วอิเล็กทรอนิกส์ได้ ในขณะที่บางสายการบินจะเก็บค่าใช้จ่ายเพิ่มหากคุณเลือกที่จะออกตั๋วกระดาษ หรือไม่มีตั๋วกระดาษออกให้ได้อีกแล้ว (IATA ได้ยกเลิกตั๋วกระดาษไปตั้งแต่ ค.ศ. 2004)

เลือกที่นั่ง[edit]

เก้าอี้มาตรฐานในชั้นประหยัด

มีเพียงไม่กี่สายการบิน (เช่น Southwest) ที่ไม่ระบุที่นั่งให้ผู้โดยสาร แต่จัดกลุ่มในการขึ้นเครื่องตามลำดับการยืนยันการเดินทางในช่วง 24 ชั่วโมงก่อนเครื่องออก

สายการบินส่วนมากจะกำหนดที่นั่งให้คุณในทันทีที่ได้รับการจองตั๋ว ถ้าคุณดูเว็บ SeatGuru (ดูหมายเหตุข้างล่าง) และไปที่เว็บไซต์สายการบินไม่นานหลังจากจอง ถ้าคุณไม่พอใจกับที่นั่งที่กำหนดให้โดยอัตโนมัติ คุณสามารถเลือกจากที่นั่งที่เหลืออยู่ได้ ถ้าคุณเช็คอินที่ช่องเคาท์เตอร์ที่สนามบิน คุณควรถามว่าที่นั่งแบบที่คุณต้องการยังมีเหลืออีกหรือไม่

อะไรคือที่นั่งที่เป็นที่ต้องการ? ที่นั่งหลาย ๆ ประเภทมีข้อดีเหนือที่นั่งอื่น ๆ สิ่งที่สร้างความแตกต่างมากสุดคือชั้นผู้โดยสาร

  • ที่นั่งชั้นหนึ่ง (first class) จะอยู่ตรงส่วนหน้าสุดของเครื่องบินเพื่อลดเสียงรบกวน และมีที่นั่งกว้างขวาง เบาะนุ่ม มีที่วางเท้ากว้าง สำหรับเครื่องบินที่ออกแบบไว้สำหรับบินทางไกล ที่นั่งมักจะทำให้สามารถเอนนอนได้เต็มที่เหมือนเตียงตัวหนึ่ง แต่ละที่นั่งอาจมีกำแพงกั้นเพื่อความเป็นส่วนตัว รวมไปถึงอาหาร เครื่องดื่ม และการบริการขั้นพิเศษ ทำให้ตั๋วเครื่องบินชั้นหนึ่งแพงกว่าชั้นประหยัดหลายเท่า
  • ที่นั่งชั้นธุรกิจ (business class) จะอยู่ตรงส่วนหน้าของเครื่องบินถัดจากที่นั่งชั้นหนึ่ง (ถ้ามี) ที่นั่งก็ทำแบบนั่งสบาย สามารถเอนนอนได้มากพอสมควร และอาจเอนได้เต็ม เก้าอี้แบบใหม่ล่าสุดยังมีกำแพงกั้นเพื่อความเป็นส่วนตัว ด้วยคุณสมบัติเหล่านี้และอาหาร เครื่องดื่ม บริการที่ดีขึ้น ทำให้ราคาตั๋วเครื่องบินชั้นธุรกิจก็มีราคาหลายเท่าของชั้นประหยัด
  • ที่นั่งชั้นประหยัด (economy class) เป็นที่นั่งส่วนใหญ่บนเครื่องบิน เครื่องบินบางลำยังมีที่นั่งชั้นประหยัดให้เลือกสองแบบ คือแบบ พรีเมียม (premium economy) ที่ให้ที่กว้างขึ้น กับแบบ มาตรฐาน (standard economy)
    • ในที่นั่งแต่ละแบบนี้ ความกว้างของที่นั่ง (width) และระยะห่างระหว่างที่นั่ง (pitch) เป็นตัวกำหนดความสะดวกสบาย แต่ที่นั่งแบบใหม่ๆยังออกแบบเบาะและความโค้งของที่นั่งเพื่อช่วยเพิ่มความสบายด้วย คำว่าระยะห่างระหว่างที่นั่ง หมายถึงระยะห่างระหว่างจุดหนึ่งบนที่นั่งกับจุดเดียวกันบนที่นั่งที่อยู่แถวถัดไป เป็นตัวบอกพื้นที่ให้วางขาว่าจะนั่งสบายหรือต้องทนนั่ง
    • ที่นั่งชั้นประหยัดมาตรฐาน มีระยะห่างระหว่างที่นั่ง 30-32 นิ้ว และกว้าง 17-18.5 นิ้ว ส่วนที่นั่งชั้นประหยัดพรีเมียม ให้ที่นั่งระยะห่างมากขึ้นเช่น 35-36 นิ้ว ในหลายเที่ยวบินที่พักขาที่เพิ่มขึ้นมาต้องแลกกับตั๋วที่แพงขึ้นมาก ในเที่ยวบินไกลๆ ความแตกต่างนี้มากพอที่จะทำให้ความสบายในการเดินทางเปลี่ยนไปจากที่ยอมรับได้ไปเป็นแย่ เช่น ที่นั่งที่กว้าง 17 นิ้ว สำหรับคนอ้วน อาจทำให้ไปกินที่คนข้างๆ และระยะห่าง 30 นิ้วสามารถทำให้คนตัวสูงนั่งลำบาก
    • ในเครื่องบินขนาดเล็กที่บินในท้องถิ่น ที่นั่งอาจกว้างน้อยกว่า 17 นิ้ว ในขณะที่ระยะห่างอยู่ประมาณ 28 นิ้ว

ในเว็บ SeatGuru [9] และเว็บอื่นอีกหลายแห่งมีแผนผังที่นั่ง (และข้อมูลอื่นๆที่ยากที่จะหาได้จากเว็บสายการบิน) เพื่อช่วยให้คุณตัดสินใจว่า เครื่องบินและที่นั่งนั้น ๆ จะนั่งสบายตอนเดินทางหรือไม่

นอกเหนือจากชั้นโดยสารแล้ว ยังมีสิ่งที่ควรพิจารณาดังนี้:

  • ที่นั่งหน้าต่าง ที่นักเดินทางจำนวนมากนิยมกัน ให้คุณสามารถชมวิวข้างนอก และสามารถนอนพิงหน้าต่างได้โดยไม่รบกวนผู้โดยสารข้างๆ ข้อเสียมากสุดคือคุณต้องก้าวผ่านผู้โดยสารหนึ่งหรือสองคนเพื่อที่จะออกไปที่ทางเดิน คุณยังอาจมีที่น้อยลงเนื่องจากความโค้งของลำตัวเครื่องบิน และผนังอาจเย็นกว่าที่อื่น
  • ที่นั่งริมทางเดิน เป็นที่นั่งที่นักเดินทางหลายคนเลือก เพราะสะดวกเวลาลุกและลงจากเครื่อง มีที่วางขามากขึ้น ง่ายกับการลุกขึ้นมายืดเส้นยืดสาย ในเที่ยวบินทางไกล อาจนอนยากเพราะมีคนเดินผ่าน ผู้โดยสารที่นั่งด้านในปีนข้ามเข้าออก และเสี่ยงโดนรถเข็นบริการกระทบกระแทกถูก เวลาลงจากเครื่องบินมักจะลงทีละแถว ดังนั้นถ้าต้องการออกจากเครื่องก่อนเวลาถึงที่หมายแล้ว ที่นั่งที่อยู่แถวหน้าจะดีกว่าที่นั่งทางเดินแถวหลังๆ
  • ที่นั่งแบบที่สาม คือ ที่นั่งตรงกลาง ซึ่งรวมเอาข้อเสียของที่นั่งหน้าต่างและที่นั่งทางเดินเข้าด้วยกัน และยังไม่ได้ประโยชน์ของที่นั่งทั้งสองแบบ แต่ผู้โดยสารตัวสูงอาจสามารถดูวิวนอกหน้าต่างจากที่นั่งนี้ได้
  • เครื่องบินลำตัวกว้าง แบบมีสองทางเดิน หลายรุ่น มีที่นั่งสองที่ด้านที่อยู่ใกล้หน้าต่าง และมีที่นั่งประมาณ 4 ที่ระหว่างทางเดินทางสอง ที่นั่งด้านนอกเพราะกับคู่รักและเพื่อนเพราะบอกและลุกออกไปได้สะดวก ที่นั่งด้านตรงกลางมีประโยชน์เวลาเดินทางเป็นครอบครัว

บนเครื่องบินที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ที่นั่งบางตัวในแต่ละแถวอาจมี อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับระบบบันเทิงติดตั้งข้างใต้ ซึ่งทำให้คนที่นั่งอยู่ข้างล่างมีที่วางเท้าแคบลง ที่วางเท้าที่น้อยทำให้รู้สึกรำคาญและนั่งไม่สบายบนเที่ยวบินทางไกล ลายละเอียบบนเว็บ SeatGuru และเว็บอื่นๆ ช่วยให้คุณหลีกเลี่ยงปัญหานี้ได้

แถวที่นั่งบางแถวยังมีคุณสมบัติพิเศษ ดังนี้:

  • แถวที่นั่งทางออก (Exit row) เป็นที่นั่งแถวที่อยู่ติดกับทางออกฉุกเฉิน และมีที่วางเท้ามากกว่าที่นั่งมาตรฐานพอสมควร ช่วยให้คุณออกไปทางเดินง่ายขึ้นไม่ว่าคุณจะนั่งตรงประตูหรือริมทางเดิน ข้อเสียของที่นั่งเหล่านี้คือ บนเครื่องบินบางลำถาดวางอาหารพับเก็บในที่วางแขน ทำให้ยกที่วางแขนระหว่างที่นั่งออกไม่ได้ เรื่องนี้ไม่เป็นปัญหาหากที่นั่งข้างคุณมีผู้โดยสารอื่น แต่ถ้าที่นั่งข้างๆว่าง คุณไม่สามารถยกที่วางแขนให้มีที่นั่งกว้างสบายขึ้น นอกจากนี้บางสายการบินยังบังคับให้คุณต้องเอากระเป๋าติดตัวเก็บในช่องเก็บสัมภาระเหนือศีรษะ เพราะไม่มีที่นั่งข้างหน้าให้วางของข้างใต้ ผู้โดยสารนั่งในที่นั่งเหล่านี้ยังต้องช่วยแอร์โฮสเตสเปิดประตูเวลาฉุกเฉิน ถ้าคุณไม่สามารถช่วยได้ หูหนวกหรือตาบอด มีเด็กต้องดูแล หรือกำลังตั้งครรภ์ คุณไม่สามารถนั่งที่ตรงนั้น เพราะที่นั่งแถวทางออกนี้เป็นที่ต้องการ บางสายการบินคิดค่าบริการพิเศษ เรียกที่นั่งชั้นประหยัดพิเศษ เช่น "Economy Plus" หรือชื่ออื่นที่ใกล้เคียง ถ้าคุณตัวสูงกว่าปกติ คุณอาจขอนั่งในที่ดังกล่าวโดยไม่เสียเงินเพิ่มแต่อย่าไปคาดหวังกันมันนัก ถามกับเจ้าหน้าที่ check-in และบอกเหตุผลที่คุณต้องการหรือจำเป็นที่ต้องนั่งที่นั้น
  • ที่นั่ง Bulkhead คือที่นั่งแถวแรกในแต่ละตอน ซึ่งไม่มีที่นั่งด้านหน้าที่จะเอนลงมาหาคุณ
    • ข้างหน้าที่นั่งคุณอาจเป็นกำแพง ทำให้ไม่มีที่วางกระเป๋าใต้ที่นั่งด้านหน้าเหมือนกับแถวที่นั่งทางออก คุณจะต้องเก็บกระเป๋าทั้งหมดในช่องเป็นสัมภาระเหนือศีรษะ
    • ที่วางเท้าอาจแตกต่างจากที่นั่งอื่นๆ บางครั้งก็ดีกว่า บางครั้งก็แย่กว่า
    • ที่นั่งประเภทนี้มักเป็นที่นั่งแบบเดียวที่วางเปลเด็กอ่อนได้ ทำให้สายการบินส่วนใหญ่สำรองที่นั่งเหล่านี้สำหรับผู้โดยสารเดินทางเป็นครอบครัวที่มีเด็กเล็ก คุณอาจจะได้ที่นั่งนี้ตอน check-in (บางสายการบินจัดที่นั่งนี้ให้เวลาจองที่นั่งธรรมดา) หรือตอนอยู่ที่ประตูขึ้นเครื่อง แต่คุณก็เสี่ยงที่จะต้องนั่งของเด็กเล็กหรือเด็กอ่อนตลอดเที่ยวบิน ที่นั่งนี้ยังใช้ถาดวางอาหารแบบเก็บในที่พักแขน ซึ่งคนที่อ้วนอาจกางออกมาใช้ลำบาก
    • ที่นั่ง bulkhead บางที่ มีที่นั่ง bulkhead อยู่ข้างหลังด้วย ทำให้ที่นั่งนั้นไม่สามารถเอนนอนลงไปไม่ได้ ต้องนั่งตัวตรงตลอด

สำหรับคนที่เมาเครื่องบินง่ายควรเลือกที่นักแถวปีกเครื่องบิน ใกล้จุดศูนย์ถ่วง ผู้โดยสารที่นั่งเหล่านี้จะรับรู้ผลจากอากาศแปรปรวนน้อยกว่าผู้โดยสารที่นั่งตอนท้ายของเครื่อง

ผู้โดยสารที่ต้องการที่วางศอกมากกว่าปกติ (แม้แต่ในชั้นประหยัด) ควรเลือกที่นั่งริมหน้าต่างแถวสุดท้ายของเครื่องบิน เนื่องจากความโค้งของลำตัวเครื่องบิน ที่นั่งฝั่งติดหน้าต่างอาจมีที่ว่างมากเป็นพิเศษ บางครั้งมีที่พอที่จะวางกระเป๋าขนาดกลางๆได้ แต่ในเว็บ SeatGuru ฯลฯ มีข้อควรระวังดังนี้

  • "ที่นั่งริมหน้าต่าง" แถวสุดท้ายอาจมีเพียงกำแพง ไม่มีหน้าต่างให้ชมวิวภายนอก
  • ถ้าอยู่ใกล้ห้องน้ำ หรือครัวบนเครื่องบิน อาจมีผู้โดยสารอื่นมายืนรอ หรือ มีกลิ่นเหม็น

นอกเหนือจากตัวเลือกระหว่าง ที่นั่งริมหน้าต่าง (มีวิวดี) ที่นั่งทางเดิน (ขยับตัวได้อิสระมากกว่า) และที่นั่งตรงกลาง (ไม่มีข้อดีของที่นั่งริมหน้าต่างหรือริมทางเดิน) ยังมีเรื่องอื่นๆให้พิจารณาเวลาจะเลือกที่นั่งชั้นประหยัดให้สบายยิ่งขึ้น

ที่นั่งที่อยู่ใกล้ด้านหน้าหรือด้านหลังเครื่องบินก็มีข้อดีข้อเสียปนกันไป ในเครื่องบินไอพ่นส่วนใหญ่ ที่นั่งด้านหลังจะรู้สึก เสียงเครื่องยนต์ มากกว่า มากพอที่จะรู้สึกรำคาญ และเป็นเหตุผลหนึ่งที่ ที่นั่งชั้นหนึ่งจะอยู่ด้านหน้าเครื่องเสมอ ในเครื่องบินลำตัวกว้าง ที่นั่งติดหน้าต่างด้านหลังเครื่องมักจะมีวิวดีกว่าที่นั่งชั้นประหยัดด้านหน้าที่มักจะมีปีกมาบัง ผลของอากาศแปรปรวนจะอ่อนที่สุดใกล้ด้านหน้าปีก ตรงกลางเครื่องบิน และสุดท้ายข้อมูลจาก US National Transportation Safety Board ที่รวบรวมสถิติจากอุบัติเหตุต่างๆระบุว่าที่นั่งตอนท้ายจะปลอดภัยกว่า

ที่นั่ง"ทั่วไป"ที่มีคุณสมบัติที่ดีหรือไม่ดี ด้วยเหตุผลต่างๆกัน:

  • ที่นั่งตรงปลายหายเครื่องบิน มักไม่มีที่นั่งตรงกลาง ทำให้ที่นั่งมีที่กว้างขึ้น
  • ที่นั่งที่อยู่ก่อนแถวทางออก และที่อยู่หลังสุดในแต่ละช่วง อาจเอนนอนไม่ได้
  • ที่นั่งที่อยู่ถัดจากห้องน้ำ อาจมีกลิ่นและมีคนเดินผ่านไปมาหรือเข้าแถวรอเข้าห้องน้ำ
  • ที่นั่งที่อยู่ถัดจากครัว อาจมีเสียงดังโดยเฉพาะเมื่อพนักงานบนเครื่องเตรียมอาหาร และมีกลิ่นจากการอุ่นอาหาร
  • ที่นั่งบางแถว อาจมีวงจรอิเล็กทรอนิกส์เพื่อความบันเทิงติดตั้งอยู่ใต้ที่นั่งข้างหน้า ทำให้ที่วางเท้าแคบลง สามารถตรวจสอบได้จากเว็บที่แสดงไว้ข้างล่างว่าที่นั่งไหนเป็นแบบนี้

คุณสามารถเลียนแบบความสะดวกสบายของที่นั่งชั้นหนึ่งโดยจองแถวที่นั่งที่วางทั้งแถวตอนกลางของเครื่อง และยกที่พักแขนขึ้นทำเป็นเตียงนอนชั่วคราว จงมองหาแถวที่ว่างแบบนี้ตอนขึ้นเครื่อง และจงรู้ว่าคนอื่นก็มองหาเช่นกัน พนักงานบนเครื่องบินก็มีข้อมูลแถวที่นั่งว่างนี้และใช้ในการสลับที่นั่งผู้โดยสาร

จงพยายามเป็นคนที่ขึ้นเครื่องเป็นคนแรก ๆ และจองที่โดยกางหนังสือพิมพ์หรือนิตยสาร เพื่อทำให้แถวที่นั่งไม่เป็นที่ดึงดูดจนกระทั่งประตูเครื่องบินปิดและมีการนั่งที่นั่งแน่นอนแล้ว

ถ้าคุณต้องการนอนหลับ ให้รัดเข็มขัดทับบนผ้าห่ม จะได้สังเกตุได้ว่ารัดเข็มขัดแล้ว มิฉะนั้นพนักงานต้อนรับบนเครื่องอาจมารบกวนขอตรวจ เวลาที่มีเครื่องหมายรัดเข็มขัดปรากฏขึ้นระหว่างการบิน

การกำหนดที่นั่งแตกต่างกันมากระหว่างเครื่องบินรุ่นต่าง ๆ กันและสายการบินต่าง ๆ กัน ดังนั้นคุณต้องตรวจสอบ แผนผังที่นั่ง (seat maps) เพื่อแยกแยะที่นั่งดีกับไม่ดี มีเว็บไซต์หลายแห่งที่ให้ข้อมูลแผนผังที่นั่งบนเครื่องบนเพื่อช่วยคุณเลือกที่นั่งที่ดีที่สุด

ถ้าคุณรู้รุ่นของเครื่องบินที่คุณจะเดินทาง คุณสามารถค้นดูจากผังที่นั่งในเว็บเหล่านี้ เว็บ SeatExpert ยังมีขีดความสามารถพิเศษคือคุณสามารถค้นจากข้อมูลเที่ยวบิน (สายการบิน หมายเลขเที่ยวบิน และวันที่เดินทาง) เว็บ SeatGuru ยังช่วยค้นหารุ่นของเครื่องบินที่คุณจะบิน [13] (แต่อาจช่วยไม่ได้มากถ้าไม่ใช่สายการบินสหรัฐ)

เครื่องบินบางลำอาจถูกกำหนดให้บินเฉพาะบางเที่ยวบินและบางวัน และอาจถูกเปลี่ยนในนาทีสุดท้ายก็ได้ ดังนั้นคุณอาจศึกษาข้อมูลของเครื่องบินรุ่นอื่นๆ ไว้ประกอบกันด้วยก็ได้ นอกจากนี้ในเครื่องบินรุ่นเดียวกัน สายการบินหนึ่งอาจมีการจัดที่นั่งที่ต่างออกไปอีกด้วย เช่น ในแถวแรกของ A330s ของสายการบินหนึ่งอาจเรียกว่าแถวหนึ่ง แต่ในเครื่องยินรุ่นเดียวกันของสายการบินนี้อาจมีที่จัดแถวแรกเป็นแถวที่ 11 ด้วยก็ได้ แม้จะเป็นรุ่นเดียวกัน สายการบินเดียวกัน และระดับบริการเดียวกัน ปัจจัยอื่นที่เกี่ยวข้องได้แก่การเป็นเครื่องเช่าหรือซื้อมือสอง จะทำให้การจัดเก้าอี้ต่างจากเครื่องลำอื่นๆ ในสายการบินเดียวกันได้

ถ้ามีปัญหาใดๆ เกิดขึ้นกับที่นั่งของคุณ ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์ไม่ทำงาน หรือ คนข้างๆ ป่วยหนัก หรือเบียดที่นั่งของคุณ สามารถแจ้งให้พนักงานต้อนรับบนเครื่องทราบได้ ซึ่งเขาก็อาจจะทำการแก้ไขให้โดยการย้ายให้ไปนั่งที่อื่นหากมีที่ว่าง

แก้ไขรายละเอียดการเดินทางและคำสั่งพิเศษ[edit]

การบินและการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ

การเดินทางทุกรูปแบบสร้างก๊าซเรือนกระจก แต่การบินเป็นการเดินทางในรูปแบบที่สร้างมลพิษมากที่สุดและเติบโตเร็วมาก นี่ไม่ใช่เพราะว่าระยะทางเดินทางที่ไกลกว่าวิธีการเดินทางแบบอื่นเท่านั้น แต่เพราะว่าการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ชั้นบรรยากาศที่สูงเหนือพื้นโลกเป็นสิบกิโลเมตรให้ผลที่ร้ายแรงกว่าปกติที่ระดับพื้นดิน เที่ยวบินโดยสารเที่ยวเดียวจากลอนดอนไปยังสิงคโปร์ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ในอัตราเทียบเท่ากับ 4.3 ตันต่อผู้โดยสารหนึ่งคน หรือครึ่งของของอัตราการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์เฉลี่ยนของประชากรหนึ่งคนในสหราชอาณาจักรในหนึ่งปี เที่ยวบินที่สั้นกว่านั้นจะมีอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต่อกิโลเมตรที่สูงกว่าเนื่องจากใช้เชื้อเพลิงในการบินขึ้นลงและเข้าท่าเทียบจอดด้วย (ดู Environmental impact of aviation บนวิกิพีเดีย)

ผู้ที่กังวลเกี่ยวกับผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมของการบินอาจเลือกเดินทางทางบกหรือเลือกซื้อคาร์บอนออฟเซตสำหรับการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ

ดูเพิ่ม: Ecotourism

บางครั้งการเดินทางไปเป็นไปตามแผนที่คาดไว้หรือคุณอาจมีคำสั่งพิเศษเพิ่มเติมอื่นๆ เช่น อาหารหรือที่นั่งพิเศษ ถ้าคุณซื้อตั๋วผ่นตัวแทนจำหน่ายตั๋วหรือเว็บจำหน่ายตั๋ซ (เช่น Travelocity or Expedia) คุณต้องติดต่อผ่านตัวแทนก่อนที่จะติดต่อกับสายการบินโดยตรง โดยเฉพาะในกรณีที่คุณซื้อตั๋วที่เป็นส่วนหนึ่งของแพ็คเกจ (ซึ่งมีที่พักและทัวร์รวมอยู่ด้วย) ถ้าคุณซื้อตั๋วโดยตรงจากสายการบิน (ผ่านสำนักงานสายการบินหรือเว็บของสายการบิน) คุณควรติดต่อกับสายการบินโดยตรง ปัจจุบันสายการบินขนาดใหญ่ส่วนมากรองรับการเปลี่ยนแปลงหรือคำสั่งพิเศษผ่านเว็บไซต์ได้แล้ว

เมื่อคุณยืนยันเที่ยวบิน จงตรวจสอบให้แน่ใจว่าข้อมูลเหล่านี้ได้ถูกส่งต่อไปยังสายการบินให้รับทราบแล้ว

  • อาหารพิเศษ (vegetarian, kosher, medical restrictions, allergies, etc)
  • ที่นั่งพิเศษ (exit row seats for tall people, bulkhead seats for baby bassinets)
  • ความช่วยเหลือที่สนามบิน (wheelchair or unaccompanied minor)

คุณสามารถตรวจสอบอาหารได้จากเว็บ Airlinemeals.net [14] สำหรับอาหารที่ต้องซื้อแยกต่างหากจากตั๋วเดินางสามารถดูได้จาก inflightfeed.com [15]

สำหรับบางสายการบิน คุณอาจต้องเตือนพนักงานต้อนรับบนเครื่องก่อนที่เขาจะเสริฟอาหาร เพื่อป้องกันปัญหาในการจัดการต่างๆ ที่อาจตามมา แต่สำหรับสายการบินส่วนใหญ่แล้ว พนักงานต้อนรับจะเสริฟอาหารพิเศษก่อน และจะมองหาที่นั่งของผู้โดยสารเหล่านั้นล่วงหน้าแล้ว ตัวแทนจำหน่วนตั๋วอาจหลงลืมหรือตกหล่นเรื่องคำสั่งพิเศษเหล่านี้ได้ และถ้าหากว่ามันสำคัญจริงๆ กันคุณ คุณอาจต้องตรวจสอบกับสายการบินอีกครั้งก่อนเดินทาง และแจ้งอีกครั้งเมื่อเช็คอิน

ขออาหารพิเศษ[edit]

อาหารพิเศษเป็นอาหารที่แตกต่างจากอาหารทัี่ให้เลือกทั่วไป ซึ่งตอบสนองความต้องการพิเศษทางสุขภาพหรือศาสนาเช่น kosher, halal, vegetarian, diabetic, Low salt เป็นต้น อาหารสำหรับเด็กมักถูกจัดเป็นอาหารพิเศษอย่างหนึ่ง

อาหารพิเศษมีเฉพาะสำหรับสายการบินบางส่วนเท่านั้น และมักจะเปิดให้เลือกได้เป็นส่วนของขั้นตอนการจองตั๋ว โดยปกติแล้วต้องสั่งอาหารพิเศษล่วงหน้าอย่างน้อย 24 ชม. ก่อนเครื่องออก และโอกาสที่จะได้รับอาหารพิเศษเมื่อคุณแจ้ง ณ จุดเช็คอินถือว่าน้อยมาก (แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่ได้เสียเลย)

โดยปกติแล้วอาหารพิเศษจะแจกก่่อนอาหารปกติ ซึ่งจะเป็นประโยชน์มากสำหรับเด็ก อาจเป็นอาหารที่มีคุณภาพสูงกว่า แต่อาจจะขาดอะไรบางอย่างไป (สายการบินมีการใช้ถาดอาหารร่วมกัน) และอาจมีการใช้ส่วนหนึ่งของเมนูร่วมกัน เพียงแต่เปลี่ยนจานอาหารหลักหรือนำบางสิ่งอย่างออกจากอาหารปกติ

เด็กและเยาวชนเดินทางโดยไม่มีผู้ใหญ่ดูแล[edit]

เด็กและเยาวชนที่เดินทางโดยสายการบินมีหน้าที่ในการดูแลรับผิดชอบ เรียกว่า unaccompanied minors สายการบินมักจะให้เด็กเหล่านี้นั่งด้านหลังใกล้กับบริเวณที่ใกล้สายตาพนักงานต้อนรับบนเครื่องเพื่อความสะดวกในการดูแล ซึ่งมักจะลงจากเครื่องทีหลังสุดและถูกมอบให้แก่ผู้ที่มีชื่อตามที่ตกลงไว้กับสายการบิน (อาจมีการทำเป็นเอกสารให้กรอกก่อนรับตัวเด็กและเยาวชนมา)

บางสายการบิน โดยเฉพาะสายการบินต้นทุนต่ำ จะไม่รับเด็กและเยาวชนที่เดินทางโดยไม่มีผู้ใหญ่ดูแล และมีข้อกำหนดให้เด็กและเยาวชนอยู่ในความดูแลของผู้ใหญ่ตามกฎหมายท้องถิ่นหรือตามกฎหมายของประเทศที่จดทะเบียนอากาศยาน เช่น เด็กอายุ 12 ขวบหรือน้อยกว่า ต้องอยู่ภายใต้ความดูแลของผู้ใหญ่ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป

บางสายการบินที่รับดูแล unaccompanied minors อาจเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมในการดูแล หรือแม้ไม่เก็บค่าธรรมเนียมโดยตรงก็เก็บค่าธรรมเนียมโดยอ้อมด้วยการ ไม่อนุญาตให้จองตั๋วออนไลน์ หรือไม่ให้ส่วนลดสำหรับเด็ก

โดยปกติแล้วเด็กต้องมีอายุ 5 ปีขึ้นไปสายการบินถึงจะยอมรับให้โดยสารเป็น unaccompanied minor ได้ บางสายการบินบังคับให้เด็กที่มีอายุต่ำกว่า 12 ปีต้องเดินทางอย่าง unaccompanied minors แต่ KLM บังคับถึงอายุ 15 ปี โดยปกติแล้วสายการบินส่วนใหญ่ให้การเดินทางแบบ unaccompanied minor เป็นทางเลือกสำหรับเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 15 หรือ 17 ปี

เมื่อเด็กพ้นอายุการเป็น unaccompanied minor ก็จะบินเหมือนผู้โดยสายอื่นได้

อาจมีข้อจำกัดเพิ่มเติมสำหรับการบินที่หยุดพักระหว่างทางหรือหยุดพักเปลี่ยนเที่ยวบิน บางครั้งอายุสำหรับ unaccompanied minors อาจเพิ่มเป็น 8 ขวบขึ้นไปสำหรับการเดินทางที่มีเที่ยวบินเชื่อมต่อ สายการบินมักไม่อนุญาตให้มีการเปลี่ยนสนามบินระหว่างทางโดยมีส่วนหนึ่งของการเดินทางออกไปนอกสนามบิน

ถ้าไม่มีใครมารับเด็กที่ปลายทาง สายการบินสงวนสิทธิ์ที่จะส่งเด็กกลับไปยังต้นทางโดยเก็บเงินจากผู้ส่ง

การจัดกระเป๋า[edit]

สำหรับการบิน มีกระเป๋าสัมภาระสองประเภทใหญ่คือ checked (โหลดใต้ท้องเครื่อง) และ carry-on (ถือติดมือ)บางครั้งอาจใช้คำว่า "hold" และ "hand" สำหรับกระเป๋าทั้งสองประเภทตามลำดับ หรือบางครั้งอาจใช้ว่า "cabin baggage" สำหรับกระเป๋าที่นำเข้าห้องโดยสาย กระเป๋าโหลดใต้เครื่องนั้นต้องมอบให้กับสายการบินในเวลาเช็คอิน และจะถูกตรวจสอบเพื่อความปลอดภัยก่อนนนำไปใส่ใต้เครื่องบิน เราจะกล่าวถึงข้อจำกัดของสัมภาระทั้งสองประเภทต่อไปด้านล่าง

Carry-on luggage เป็นสัมภาระที่นำติดตัวขึ้นเครื่องไปพร้อมกับตัวคุณ เช่น กระเป๋าเดินทางขนาดเล็กหรือขนาดกลาง ของมีค่าและของใช้ส่วนตัวเล็กๆ น้อยๆ มีข้อจำกัดทางน้ำหนักและขนาดที่เข้มงวด ซึ่งกำหนดโดยสายการบินและสภาพของเครื่องบิน บางสายการบินอาจอนุญาตให้คุณนำของที่มีขนาดใหญ่ที่มีค่าหรือแตกหักง่ายติดตัวไปด้วย...

  • อย่างของที่นำมาหรือหาทดแทนไม่ได้ใส่ลงในกระเป๋าใต้เครื่อง คุณต้องถือหนังสือเดินทาง เงินสดและของมีค่าอื่นด้วยตนเอง รวมถึงบัตรเครดิต ยา และอุปกรณ์อเล็กทรอนิกส์ ประกันการเดินทางและสายการบินส่วนใหญ่จะไม่รับประกันในส่วนนี้หากคุณนำมันใส่ในกระเป๋าโหลดใต้เครื่อง และนอกจากนี้คุณอาจจำเป็นต้องใช้ของเหล่านี้ระหว่างเดินทางบนเครื่องหรือเดินทางผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองด้วย
  • ทำความเข้าใจเกี่ยวกับกฎการนำของเหลวขึ้นเครื่อง เช่น TSA 3-1-1 rule [16] ซึ่งใช้กันทั่วโลก ซึ่งรวมไปถึงอาหารที่ทำจากน้ำเชื่อม เจล หรือวัสดุอื่นที่มีลักษณะคล้ายกัน ได้แก่ เนยถั่ว แยม เยลลี่ ซึ่งคุณจะต้องจำกัดปริมาณไว้ให้อยู่ภายใต้กฎ
  • คุณอาจนำชุดอุปกรณ์เพื่อความสะดวกสบายบนเครื่อง (comfort items) ติดตัวไปด้วย (ดูต่อด้านล่าง)
  • นอกจากนี้คุณอาจนำกล้องถ่ายภาพ คอมพิวเตอร์แลปทอปติดตัวไปด้วย (แต่อุปกรณ์ต่อพ่วงๆ ต่างที่มากับของเหล่านี้อาจโหลดใต้เครื่องไปก็ได้)

โดยปกติแล้ว กล้อง คอมพิวเตอร์ กระเป๋าเดินทาง และเสื้อผ้าอาจอยู่ในโควต้าน้ำหนักแยกต่างหากจากกัน ซึ่งทำให้คุณสามารถขนน้ำหนักได้มากขึ้นเมื่อนำอุปกรณ์เหล่านี้ติดตัวขึ้นเครื่องเพิ่มเติมจากกระเป๋าเสื้อผ้าอีกใบหนึ่ง

  • คุณมักจะได้รับอนุญาตให้นำกระเป๋ากล้องขนาดปานกลางติดตัวไปขึ้นเครื่องด้วยด้วยได้
  • กระเป๋าสะพายหรือกระเป๋าถือติดตัวไม่จำกัดเพศและวัย
    • สุภาพสตรีอาจถือใบใหญ่ได้หน่อย แต่ไม่ถึงกับใหญ่เกินไป
    • สุภาพบุรุษอาจนำกระเป๋าสะพายบ่าหรือสะพายหลังขนาดปานกลางไปได้
  • เสื้อคลุมสำหรับเดินทางบางรุ่นจะมีกระเป๋าอยู่รอบตัวจำนวนมาก ช่วยให้ใส่ของได้มากโดยไม่นับเป็นน้ำหนัก

ทั้งหมดนี้เป็นเทคนิคช่วยเพิ่มน้ำหนักของติดตัวขึ้นเครื่อง ซึ่งสายการบินทั่วไปจะไม่เคร่งครัดมากนัก เว้นแต่สายการบินต้นทุนต่ำหรือกรณีที่คุณขนของมากเกินไปจริงๆ

กระเป๋าติดตัวขึ้นเครื่อง[edit]

IATA guidelines apply the 3-1-1 limits (in metric equivalents) to all international flights. They impose 100ml or 3.4oz limits on all liquids, gels and pastes in carry-on baggage. This includes aerosols, toothpaste, deodorant/antiperspirant sticks, all drinks (including water), etc. that you try to carry through the personal security check.

  • All containers for those liquids must fit in a single clear bag/pouch smaller than 20cm x 20cm or 1 quart. Each container inside must meet the 100ml/3.4oz limit, (e.g., a 250ml toothpaste tube with only a small amount of toothpaste left is not allowed). If you want to fill your personal quart bag to the max, freezer bags hold slightly more than sandwich bags and are more sturdy as well.

These restrictions are usually enforced at terminal security checks. If you want your own water on-board, take empty bottles through security and fill them from an air-side drinking fountain. Some exceptions are possible, e.g., for medical necessities or baby care items. Sanitizing wipes individually sealed in packets are allowed and highly useful in-flight. (Bottled or in packets, sanitizers designed for hands tend to contain large amounts of glycerine to help prevent drying skin. They should not be used on other surfaces...will leave an undesirable residue.)

Duty free items purchased within the secure area of any airport that exceed the 3-1-1 limits may be allowed on-board. But be careful of en-route aircraft/terminal changes where you may have to re-check through security. Though sealed in a tamper-proof sack, containers of liquids originally bought "airside" may not be allowed through "re-check".

Place all medications and liquids you may need en-route where they can be easily seen at security check. Ensure all medications are clearly labelled and kept in small bottles wherever possible. Place all other liquids not meeting the 3-1-1 Rule in your checked luggage. You may be required to demonstrate the harmlessness of any liquid you're carrying upon request by security officials.

Expect to discard all liquids and gels you carry through the security checkpoint that don't meet that country's regulations. Details for the United Kingdom can be found at the Security Control section of the official Heathrow Airport [17] website.

Pack no sharp or weapon-like objects in carry-on baggage; if seen (likely), they will be confiscated. Even "convincing looking" toy weapons are illegal in many countries.

  • This includes pointed scissors (however small), pocket knives, Swiss Army knives, screwdrivers or similar tools, baseball bats, martial arts weapons, and so on.
  • Pack sharp items in your checked bags in ways that don't create risk for baggage inspectors.
  • If passing through the USA, check the list of prohibited items at TSA.

Food/water: If your flight goes to the United States, Australia, or New Zealand, take no more fresh or un-packaged food than you will eat before you arrive. Those countries have strict rules about bringing-in food. It will be seized, and may generate a fine. On longer flights there will probably be a meal or snack served (or offered for purchase) anyway. Check at least before boarding, if not sooner.

If you are hypoglycemic, diabetic, or have blood-sugar issues, you might take a few non-perishable packaged snacks. Again, don't count on being able to buy such items at any airport. If you have a tight connection, you may have no time to buy what you need en-route to your gate...even if a shop has it.

If you feel need for your own bottled water while flying, you might purchase it after you pass through personal security inspection (but check the airport description in-advance to ensure such a shop is available), or you might bring an empty bottle and refill it after security check.

Pressurized containers, explosives, hazardous materials and weapons (or items that look like weapons) are prohibited entirely. For the USA, see the TSA's guide to Transporting Special Items [18]. Note also "Carry-on Contents" below.

Amusements. Unless you sleep easily on flights, you might want to keep yourself occupied, especially on long flights. Five "empty" hours may be tolerable, but much longer can go beyond boredom. Some planes have the latest in-flight entertainment systems, recorded music/movies/TV episodes, and on-board games...with visuals presented on a small-screen TV. Others may have little or nothing. Visit your airline's website or SeatGuru [19] to check. You'll need earplugs or earphones to hear entertainment audio. For long flights, some carriers offer earplugs...often for a fee. If you plan to use your own headphones/earplugs, ensure you have plug adapters. The airline's web site should list permitted electronic devices; on-board, look in the in-flight magazine. Perhaps even better, treat yourself to a good book.

Comfort items (some mentioned elsewhere):

  • For warmth, consider a light jacket, vest, wrap or small blanket; if clothing, wear it aboard (won't be counted as a carry-on item) then remove it as you take your seat if not needed. If you have a window seat, have something to shield your legs from the cool wall.
  • For sleep on longer flights, you might want a neck pillow or something that keeps your head upright.
  • For very long flights, savvy flyers bring something to pad the small of their backs (e.g., cushion or roll) and slippers.

For your consideration...

  • If not interested in entertainment audio, consider a pair of foam earplugs. Even on short flights, engine noise or a restless small child near you can be bothersome. The announcements can also be annoyingly loud, because they have to be clear even with engine noise. They'll reduce the noise level but still allow you to hear instructions in an emergency...or
  • If you're a frequent-flyer or going on a very-long flight, consider quality noise- canceling headphones or earplugs. They can help much more than foam earplugs. Choose carefully for long-term comfort.
  • Sanitizing wipes: If you'll be using your seat tray-table, use sanitizing wipes on your tray, armrests and hands. Also use wipes on key surfaces before you use the aircraft bathroom. Several may be needed on long flights. Again, avoid using hand-sanitizer on hard surfaces.
  • Lightweight blanket...many airlines no longer offer them...especially for flights less than 5 hours or so.
  • หนังสือพิมพ์...for reading, and to insulate against the cabin wall if needed.

If you put electronics (e.g., music player, headphones, laptop, cell phone) in your carry-on bag, electronic screening is more likely to generate manual inspection; so pack them to be easily seen. In most countries, laptops are scanned separately from other carry-ons; you'll have to remove yours from any bag/luggage holding other items. Make sure its batteries are charged at least enough to "boot" it up for a simple demonstration.

Most regulations allow you to carry on an umbrella if it fits in your bag, the overhead bin or under your seat. If you must have a type that won't fit, consider putting it in your checked luggage or buying one at your destination.

Airline gate security may confiscate any carry-on item they feel is "suspicious", often without recourse - you'll be unable to put those items in checked baggage because its by then inaccessible...waiting to be loaded aboard your aircraft.

In some airports, security of checked luggage has been an issue; contents have occasionally been stolen while checked bags await loading on your plane. Such thieves focus entirely on valuables, not support items. So carefully maximize what you can wisely put in checked luggage within weight and size limits, minimize your valuables as much as possible, and be cautiously creative about satisfying the limits for carry-on. (Note also discussion below on securing your bags.)

เลือกกระเป๋าเดินทาง[edit]

สัมภาระขึ้นเครื่องสมัยใหม่ต่อผู้โดยสารหนึ่งคน คือมีกระเป๋าของใช้ส่วนตัวหนึ่งใบ กับกระเป๋าล้อลากขนาดไม่เกินที่กำหนด

ตอนคุณเลือกกระเป๋าสำหรับเดินทาง (ไม่ว่าที่บ้าน หรือตอนซื้อ) ควรพิจารณา น้ำหนักกระเป๋าเปล่า ขนาด ความง่ายในการขน และความแข็งแรง เช่น ล้อที่ทำมาอย่างดี และด้ามจับที่สบายมือ

  • กระเป๋าที่เบาช่วยให้คุณขนของได้มากขึ้น
  • กระเป๋าที่ใหญ่มาก (ถึงแม้ว่าน้ำหนักเบา) อาจทำให้คุณขนของเยอะเกินไปหรือใส่จนน้ำหนักเกิน
    • ผู้เชี่ยวชาญแนะนำกระเป๋าใหญ่ที่มีด้านยาวประมาณ 25-26 นิ้วเพื่อลดโอกาสที่ขนน้ำหนักเกินเวลาใส่ของเต็มกระเป๋า กระเป๋าแข็งจากยี่ห้อดังออกแบบมาให้มีขนาดตามข้อกำหนดของสายการบิน กระเป๋าที่ออกแบบดีกว่าจะสามารถขยายได้หากเดินทางในเที่ยวที่น้ำหนักหรือขนาดไม่มีข้อจำกัด
    • เพื่อความสะดวกในการขน คุณอาจเลือกกระเป๋าที่มีล้อลาก กระเป๋าสองล้อช่วยให้ลากได้สะดวกและทนทานตลอดอายุของกระเป๋า กระเป๋าสี่ล้อช่วยให้คุณเข็นกระเป๋าโดยไม่ต้องออกแรงยก
      • ผู้ผลิตสัมภาระบางรายออกแบบให้สามารถติดกระเป๋าสองล้อเข้าด้วยกัน แต่อาจไม่สะดวกเวลาขึ้นลงบันได บันได้เลื่อน หรือแม้แต่ทางลาด
  • สัมภาระขึ้นเครื่อง (Carry-on luggage) จะต้องใส่ในช่องเก็บกระเป๋าโดยสารเหนือศีรษะ หรือใต้ที่นั่งข้างหน้าได้ เพื่อให้คุณมีที่วางเท้าพอ (สำคัญกับเที่ยวบินยาวๆ) คุณควรเอากระเป๋าใส่ในช่องเก็บเหนือศีรษะให้มากสุดเท่าที่จะทำได้
    • กระเป๋าแข็งยี่ห้อมีคุณภาพ จะมีขนาดพอดีกับช่องเก็บเหนือศีรษะมาตรฐาน เช่น สำหรับเครื่อง Boeing และ Airbus ขนาดใหญ่ ยาวสุดได้ 22 นิ้ว
    • เที่ยวบินในประเทศหรือเที่ยวบินระยะสั้นอาจใช้เครื่องบินขนาดเล็กที่มีช่องเก็บเหนือศีรษะเล็กและมีช่องว่างใต้ที่นั้งน้อย แม้แต่กระเป๋าขนาดมาตรฐานยุโรปยาว 20 นิ้วก็อาจใส่ไม่เข้า
    • กระเป๋าแบบนิ่มและใส่ของไม่เต็ม สามารถใส่ลงช่องสัมภาระขนาดเล็กลงหรือใส่ในที่ซึ่งกระเป๋าแบบแข็งไม่สามารถใส่ได้ แต่โปรดใช้ความระมัดระวังตอนจัดสัมภาระใส่กระเป๋าเพื่อไม่ให้ของที่อยู่ข้างในเสียหาย

ควรขนไปสักเท่าไร?[edit]

See also: List of airline baggage limits

Once you have booked your flight(s), go to the airline's web site to fully understand its baggage limits and fees. Most legacy US carriers and low-cost carriers outside the US levy fees for checked bags; at least one airline also charges for carry-ons. Fees paid on-line, in-advance may be slightly less than when paid at check-in.

With codeshare flights, luggage allowance may not be the same as the airline you are booked through, or the airline indicated by the flight code. The rules of the actual airline operating the flight apply. If you are a frequent flyer with status be particularly careful, as any increased baggage allowance you have when flying with your airline will usually not apply to the codeshare flight.

Unless you own a business that does a lot of shipping, you probably won't have a scale able to weigh baggage and large packages. The easiest alternative is to purchase a cheap luggage scale that consists of a handle, a small electronic scale, and a large hook...not bar. Hook the scale to the handle of the bag, and lift it up totally off the ground using the scale's handle. The weight will be shown on the display. Avoid buying any scale that won't measure up to the airlines' surcharge limit (e.g. 50 lbs.), or can't switch between pounds and kilograms. You can also indirectly weigh items using a bathroom weight scale. First weigh yourself holding your bag completely off the ground, then without the bag, and calculate the difference. Unlike luggage scales, this method can be inaccurate if the scale is placed on a carpet or other soft surface. Also, be sure to "zero" the scale when it's empty, and step onto the scale a few times after it's been picked up and moved to another location. It may then need to be reset to zero again. This applies to both mechanical and the newer digital bathroom scales.

Don't take more luggage and contents than you can carry/roll by yourself...to include items needed for infants/small children or the elderly.

  • Airports generally have baggage carts for rent, but you'll need local currency (usually coins) to "rent" one. In some countries (e.g., the United Kingdom), you cannot take these carts through security checkpoints into secure/airside areas.
  • Some airports offer free carts...more often in areas for arriving flights.
  • Nearly all airports and hotels have porters, usually working for tips.
  • Elsewhere, you'll likely be entirely on your own. Too many bags or too much weight can become a major burden.

You may be tempted to take as much as you are allowed. But purchases can make your bag(s) overweight when you return...resulting in airline fees beyond those for starting the trip. This can greatly increase the real cost of even the best buys. Some experienced travelers with shopping plans even take and use some presentable but older garments, then donate or discard them before returning home.

Checked luggage is often thrown about in transit. If you have something that might not survive such handling and it's allowed on-board, carry it on-board. Otherwise, leave it home. Travel insurance often will not cover fragile items broken in checked luggage. Placing a FRAGILE sticker provided by the carrier is rarely sufficient to change the way baggage handlers take care.

สัมภาระชิ้นใหญ่[edit]

ถ้าคุณมีาัมภาระชิ้นใหญ่มาก อาจจะเป็นการดีที่สุดถ้าคุณไม่นำมันติดตัวไปกับเครื่องบิน ย้นเว้นว่าเป็นอุปกรณ์ที่จำเป็นต้องใช้ในการเดินทาง เช่น อุปกรณ์กีฬา ถ้าคุณนำมันไปด้วยอาจต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม และต้องผ่านช่องทางพิเศษทั้งตอนเช็คอินและตอนรับสัมภาระคืน ซึ่งอาจอยู่ใกล้จากช่องทางปกติ รวมถึงต้องใช้เวลามากขึ้น

ข้อจำกัดด้านขนาดและน้ำหนัก[edit]

  • Carry-on luggage most anywhere: 1 piece (in Europe, maximum weight 7, some airlines 12 kg), maximum size 20x40x55 cm (9x14x22 inches)...in Europe, often 20 inches length.
  • Checked luggage on international flights outside the United States: 1 piece, maximum 20 kg (44 lbs).
  • Checked luggage on international flights to/from the United States and within the United States: 1 piece, maximum 23 kg or 50 lbs.

ค่าธรรมเนียมกระเป๋าโหลดใต้เครื่อง[edit]

  • If you're traveling domestically in the United States, keep in mind all airlines (apart from low-cost carriers JetBlue and Southwest and a few regional commuter airlines) charge, e.g., $25 for the first checked bag and $35 for the second. Originally confined to itineraries wholely within the lower 48 states, fees for each checked bag are now assessed on virtually all itineraries that do not cross an ocean: still plan on paying if you're flying to Alaska, Hawaii, Canada, Mexico, the Caribbean, Central America, some South American destinations (usually flights to "deep South America" i.e. Argentina, Brazil, and Chile get at least one bag for free.)
  • Elite frequent flyers are usually permitted between one and three bags free of charge, depending on airline and tier.
  • First and Business Class passengers may be allowed three bags for free.
  • Air Canada charges checked bag fees on "transborder" flights to or from the United States. Unlike US carriers, they do not assess bag fees on Canadian domestic itineraries, or flights to Mexico, the Caribbean, or other destinations in the Western Hemisphere.
  • Some European low cost carriers (e.g. Ryanair) have no free checked luggage allowance and charge per kilo.
  • On any airline, you'll be charged if your bags are over weight or over sized. Low-cost carriers in-particular often have lower limits, higher fees for overages.

ข้อพิจารณาอื่นๆ[edit]

สำหรับเครื่องบินเล็ก อาจมีข้อจำกัดเกี่ยวกับพื้นที่สำหรับกระเป๋าถือติดตัวขึ้นเครื่อง และคุณอาจจำต้องโหลดกระเป๋าลงใต้เครื่องที่เคาเตอร์ ที่ประตูทางออก หรือแม้แต่ที่ตัวเครื่องบิน ซึ่งอาจเป็นจังหวะที่เกิดการโจรกรรมขึ้นได้ ถ้ามีข้อสงสัยโปรดสอบถามสายการบินล่วงหน้าเพื่อเตรียมรับกับสถานการณ์

ตรวจสอบน้ำหนักกระเป๋าที่ต้องเข็คทุกใบก่อนขึ้นออกจากบ้าน ซึ่งน้ำหนักอาจต่างออกไปจากการเดินทางครั้งก่อนๆ ของคุณ คุณอาจเตรียมเครื่องชั่งมือืถือหรือขอยืมจากโรงแรมที่ไปเข้าพักก็ได้เพื่อความมั่นใจ

วิธีการจัดการกับกระเป๋าน้ำหนักเกิน[edit]

For checked luggage, every kilo over the limit is paid as some fixed fee or a percentage of the airfare. This can get very expensive.

  • As above, weigh your luggage before you leave home (or, at least, before you approach the airport check-in counter). Once you place your bag on the scales at check-in, some airlines will not allow you to take out contents, and even if they do, it's an embarrassing hassle.
  • For carry-on luggage, weight is usually only checked at the check-in counter, if at all. Once you pass the check-in, you'll have to look suspiciously overweight to have your hand luggage checked.
  • If you were close to the allowed weights outbound, make sure you wear the same (kinds of) clothes back home. If you go to a tropical isle wearing jeans and jacket, and return wearing flip-flops and shorts, with checked bags holding the heavy clothes, etc., you could have luggage weight problems.

If you know your bags will be definitely overweight but you need to take so much, consult your airline. For a price, it may offer baggage "upgrades" before arrival at the airport for less than excess-baggage fees at the airline counter. Pre-booking excess baggage online can come with discounts.

You might consider shipping luggage as cargo, also known as unaccompanied baggage. Many airports have companies that will arrange this for you, and aggregators like xsbaggage [20] can find one for you. This has its trade-offs:

  • Fees charged can be quite high.
  • Your bags will be shipped separately...necessarily a few and perhaps several days earlier. Instead of claiming them at your destination airport, you'll have to arrange collection or delivery somewhere else, e.g., pre-arranged with the hotel where you'll stay. For international locations, you may also need to do Customs declarations/claims for your unaccompanied bags, which can be a hassle.

คำแนะนำในการจัดกระเป๋า[edit]

For contents of your to-be-checked luggage, pack as much as possible in resealable plastic bags (2-5 gallon except for bottles of liquids).

  • They will greatly help security inspections and repacking your luggage. And they'll protect contents if your checked luggage is exposed to the elements while waiting to be loaded or offloaded at your aircraft.
  • Before you seal them, thoroughly press out all air ("burp them"); otherwise, at altitude the bags will burst.
  • They are equally useful returning, plus they keep soiled items separate from other content.
  • Use burped and sealed, resealable gallon, liter or quart-size bags for bottled liquids in-case bottles leak during flight.

Place heavy items toward the bottom of any to-be-checked bag (as it stands upright), and avoid putting any heavy item in the same bag with anything fragile. Any content likely to trigger a manual inspection should be placed where it will be quickly seen as the bag is opened.

For significant liquid quantities in your checked luggage (e.g., shampoo), choose rugged screw-capped bottles with tops not designed to pop open...even if you must buy them separately and manually fill them at home. Otherwise, use new/unopened bottles of product still sealed, and tape any pop-open cap tightly to the rest of the container as well as the opening. As above, put such bottles in separate, burped and sealed plastic bags to protect other luggage contents. If you are weight-constrained and can conveniently purchase such items at your destination, consider buying them there rather than packing them.

Never put any kind of unprocessed film in checked luggage. Any existing exposed images, and any ability of the film to be later exposed, will be completely and permanently destroyed by the x-rays used in scanning.

Place identification on both the outside and inside of your bag.

  • Rugged, well-attached luggage tags are crucial...at least name, address, phone. Those that have a flap to cover your identity are preferred.
  • Copies of your trip itinerary inside and in an outside pocket can be equally useful. Pertinent information should include: name, address, telephone number, e-mail address, flight number(s) and date(s) you are traveling, point of departure, aircraft/airline changes, and all en-route/destination airports, hotel names/address(es) and dates/times of stay. This information can prove crucial for airlines or others to locate you or forward your luggage if your tag or the airline tag comes off (called a "tag off") or the luggage gets miss-routed.
  • If packing a box, put your name, address and phone numbers in big block letters and numbers on at least 2 opposite sides, plus an itinerary sheet inside.

If an airline loses bags, it will often lose one rather than all (except for major delays and flight cancellations). So distribute clothes and other necessaries for everyone in your group among all the bags you have. Delayed baggage coming in on a later flight is far more common than truly "lost" baggage (over 24 hrs.) Take a photo of all your checked baggage so you won't have to verbally describe it. This is especially important where language barriers might be a problem. Lost and delayed luggage is more common if you depart from a larger airport than a smaller one. This includes any transfers, but the size of your arrival airport doesn't matter. Non-stop flights also help minimize the chance of luggage hassles.

  • As a last resort, airlines can search a worldwide database of the contents of bags that have been misdirected...based on passenger declarations of contents at lost-luggage offices. They do not catalog each item inside a bag, so declare one unique, easily-seen item in your bag to help the airline find it.
    • All the more reason to place copies of your itinerary inside and outside your checked bags.

You should consider reinforcing your to-be-checked luggage so it won't break open due to rough handling. Two ways include:

  • Tightly applying brightly-colored security straps. Ensure any strap-ends are well-secured/tucked-in so they won't be snagged in handling. The colors will help you find your checked bags at baggage claim. Otherwise, consider customizing the outside of your checked luggage with brightly-colored tape/ribbons/etc. so bags don't look the same as hundreds of others at luggage claim.
  • In major airports, you may find a luggage-wrapping service. If so, for a fee, they will wrap any piece of luggage in multiple layers of clear, tough plastic sheeting. (Such wrap is not permitted if your baggage will go through U.S. and some other countries' security screening; they must be able to quickly inspect contents manually.) Wrapping occurs before you present the luggage at the airline counter to be checked. So, make sure the weight of the wrap doesn't make the item overweight. Also make sure your name tag is clearly visible...preferably outside the wrap.

If the number of your outbound checked bags doesn't reach the limit, and you know you want to purchase items for return, consider packing a soft bag in your checked luggage. You then use it to pack unbreakables as an extra checked bag for return.

การห่อหุ้มกระเป๋า[edit]

การห่อพลาสติก และกุญแจล็อกที่พบได้บ่อย แต่เป็นมาตรการความปลอดภัยที่ไม่ค่อยได้ผล

โอกาสที่จะถูกขโมยของจากกระเป๋ามีน้อย แต่ก็ยังเกิดขึ้นได้ ความเสียหายที่เกิดขึ้นอาจมีมูลค่าสูง และกระทบต่อการเดินทางได้ มีคำแนะนำบางประการที่อาจช่วยปกป้องกระเป๋าของคุณ และทำให้มันเดินทางมาถึงมือคุณได้อย่างปลอดภัย

กระเป๋าทุกใบที่ผ่านสนามบินจะต้องผ่านการตรวจ ไม่ว่าจะเป็นด้วยเครื่องด้วยหรือโดยคน หรือบางครั้งจะถูกตรวจทั้งสองแบบ ซึ่งขึ้นอยู่กับสนามบินต้นทางและปลายทางประกอบกัน

  • การตรวจด้วยเครื่องเอ็กเรย์อาจทำให้ฟิลม์ถ่ายภาพที่ยังไม่ได้ล้างเสียได้ จึงควรแยกออกมาและแจ้งให้เจ้าหน้าที่ทราบ

ถ้ากระเป๋าจำเป็นต้องตรวจด้วยคน มันจะต้องถูกเปิดออก If locked by other than approved locks for that country (e.g., by TSA for the U.S.), inspectors must cut or break them (and perhaps the zipper-pulls they're applied to) to get inside. If you will check hard-shelled luggage with "built-in" locks, consult the airline or your travel agent for usability.

  • After manual inspection, bags are re-packed and re-secured by inspectors, with your lock, your luggage strap and/or a strong plastic tie joining the zipper-pulls, all so that later tampering becomes difficult. If so tied, you'll need a knife, finger nail clippers, scissors or such to cut the tie after claiming the luggage. Put one in an outside pocket of a checked suitcase - the "rules" allow them there.
  • You may see such ties as you claim your luggage. If contents were manually-inspected, you'll often see a paper inside to that effect when you first open the luggage.

You may also be directed to check one or more bags (that you expect to carry-on) at the ticket counter, aircraft gate or as you step board. Reasons can include:

  • You've over-packed one or more of them, or have too many. (On budget and some international airlines, this can involve a major fee.)
  • Part of your journey is on a regional jet that lacks in-cabin space to store them properly. (May also involve a fee.)
  • If after you've boarded a full-sized plane, the cabin staff realizes that no more in-cabin space is available. They will then make the "dreaded announcement"...that those not yet seated must allow nearly all their carry-ons to be taken to the hold; they will receive special tags. This shouldn't apply to carry-ons you can fit completely under the seat in front of you (if there is one).

Because carry-ons are much more likely to contain valuables, they are more subject to thievery. You should lock them (or be ready to) anytime after passing the personal security check. If not practicable, snugly applied luggage straps will generate complexity for thieves. You'll usually see all checked luggage at the regular baggage claim; for smaller aircraft you may have gate-checked carry-ons returned as you depart the aircraft.

Some travelers take extra precautions with checked bags...at non-trivial costs:

  • To quickly locate their bags at luggage claim, they may fasten flashers/beepers to the outside that they can trigger by a device they carry.
  • Others may place GPS tracking devices inside their luggage that indicate its location...helpful if lost or misrouted.

ของที่จะใช้บนเครื่องบิน[edit]

อุณหภูมิบนเครื่องอาจจะเปลี่ยนแปลงระหว่างเที่ยวบิน ผู้เดินทางที่มีประสบการณ์มักมีเสื้อผ้าหลายชั้นเพื่อปรับตัวให้เข้ากับสภาพอากาศได้

  • For cabin comfort, you might use a soft jacket for warmth or as a blanket or pillow, especially since such items may not be offered on-board. The cabin wall can get quite cold from outside temperatures; if you have a window seat, you'll need something for insulation against the wall...even a few sheets of newspaper can help remarkably. Warm socks/slipper-socks can be useful especially if you wish to doff your shoes on a long flight.
  • To/From Disparate climes
    • When leaving a cold country/region for a warm one, consider leaving major winter wear with friends if they'll take you to the airport and pick you up on return; this can also lighten your luggage.
    • For travel to a cold region from warm, carry at least a lined jacket; it might be some time before you gain access to warm clothing in your checked baggage.
  • Airplane interiors may not be cleaned as frequently as you'd like, especially on budget airlines. If important to you, consider wearing something in-flight that you can doff soon after de-planing, to clean it later.
  • If traveling for business, don't put all work wear in checked bags. If any goes missing, you should have one complete outfit between what you wear on-board and your carry-on luggage...to conduct business well-dressed despite trouble with checked bags.

การเดินทางกับกระเป๋าถือติดตัวเท่านั้น[edit]

ถ้าคุณไม่ต้องการสัมภาระจำนวนมากหรือเดินทางไปเพียงชั่วเวลาสั้นๆ คุณอาจพิจารณาเดินทางโดยถือกระเป๋าติดตัวไปเท่านั้น วิธีนี้ช่วยประหยัดเวลาที่จุดหมายปลายทางของคุณได้ เพราะไม่ต้องรอรับกระเป๋า และลดโอกาสการสูญหายหรือเสียหายจากการเช็คอินกระเป๋าลงใต้ท้องเครื่องอีกด้วย นอกจากนี้ยังช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย ในกรณีที่สายการบินคิดค่าโหลดกระเป๋า Check with your airline to make sure that your bag fits within their size/weight restrictions for carry-ons, and whether your purse or laptop counts toward the limit of how many bags you can carry (or see our List Of Airline Baggage Limits to help you compare airlines). Also, with tight security restrictions on what kinds of items you can take with you into the passenger compartment (particularly nothing that could be used as a weapon and liquids in anything except small bottles), a carry-on-only strategy may not be practical so it is also useful to check the airport which you will departing out of to see restrictions in addition to the ones implemented by the airline you will be using. It is worthwhile to carry all critical items in the carry-on luggage, such as underwear, extra clothes, toothbrush etc.

If you want to travel with carry-on only but also have luggage that should be checked-in, you can use a company that provides a luggage delivery service. Alternatively, you can use a wardrobe management company like The Traveler's Closet that not only stores and ships your luggage belongings, but provides you with a database to 'virtually pack' your items, and cleans them for you between trips. You can even arrange to have clean pressed apparel awaiting your arrival.

ตรวจสอบก่อนบิน[edit]

ยืนยันเที่ยวบินของคุณ[edit]

โดยปกติ ไม่มีความจำเป็นแล้วที่จะโทรไปยังสายการบินเพื่อยืนยันเที่ยวบิน แค่ตรวจสอบเที่ยวบินออนไลน์ และโทรไปหาหากคุณพบว่าข้อมูลไม่ถูกต้อง

อย่างไรก็ดี สำหรับบางสายการบินยังไม่ใช้ระบบคอมพิวเตอร์ที่สมบูรณ์แบบ ในพื้นที่ห่างไกล คุณอาจยังจำเป็นที่ต้องติดต่อสายการบินเพื่อยืนยันเที่ยวบินก่อนการเดินทาง

ตรวจสอบข้อมูลการสำรองที่นั่ง[edit]

It's always good to double-check that your itinerary is still correct before you fly. Not only can you check that everything is order, but also you can see whether any waitlists have cleared, flight times have changed, your special requests are properly recorded, etc. Most major airlines offer several convenient routes for checking, such as website, smartphone app, and telephone. Check in good time, as in case of flight cancellation or overbooking an earlier flight may still be available. If your carrier makes any changes to the itinerary they or your agent will try to contact you but they may not reach you in time. There are a number of online services that allow you to check reservations; however, you'll have to figure out which reservation system was used to do the booking. This is usually printed at the top of your itinerary, but if all else fails you can always ask the agent.

  • Abacus/Sabre [21]
  • Amadeus [22]
  • Apollo/Galileo [23]
  • Though Worldspan also offers such information, it now is accessible only to those with a valid Worldspan server installation, and ready to use ID and GDS for sign-on.

เที่ยวบินของสายการบินต้นทุนต่ำมักจะไม่ปรากฎอยู่ในระบบเหล่านี้

ในกรณีที่สภาพอากาศเลวร้าย (e.g. blizzard, fog) หรือกรณีที่ปิดสนามบิน คุณควรติดต่อสายการบินก่อนออกจากบ้านเพื่อตรวจสอบว่าเที่ยวบินของคุณยังเป็นไปตามปกติหรือไม่ หากมีการเลื่อนเที่ยวบินหรือไม่การย้ายชื่อคุณไปใส่ในเที่ยวบินใหม่ จงตรวจสอบให้แน่ใจก่อนออกจากบ้านว่าคุณจะได้บิน

เอกสารสำคัญ[edit]

หนังสือเดินทางประเทศ Armenia

To board your flight, you'll at least need an airline boarding pass, paper ticket (if you were issued with one), and certainly and some form of government-issued photo identification (perhaps less for toddlers). If your flight (or connecting flight) takes you to other countries, you'll also need a passport, often with an expiration date at least six months after the date you start the trip. Depending on countries you'll fly to or make connections in, you may need one or more visas. Check in advance with your agent or airline; without all the necessary documentation, your trip may be at risk. The credit card used to purchase the tickets may also be required to be presented for verification, so bring that as well.

Any authority looking at airline tickets, boarding passes, passports or other identification will examine names carefully. TSA and other security authorities often require that key papers precisely reflect your full name. This applies to all persons in your travel group, e.g. spouse, children. This starts by making sure that whoever books your trip accurately enters each full name on the reservations and later-generated tickets.

Have convincing documentation that all medications belong to you, e.g., labeled bottles, copy of the doctor's prescription. (Take no more than will be needed on your trip.) If any med contains a controlled/narcotic ingredient, make absolutely sure you will not violate any law of any country you'll enter, even as a through flight passenger. This may include having the country's written permission to carry the meds within its borders. Otherwise, the consequences can be severe, e.g. immediate confiscation, possible imprisonment, and even execution in a few jurisdictions if quantities are substantial.

And if you bought travel insurance, bring something describing the coverage, policy number and how to contact the insurer wherever you are.

เช็คอินออนไลน์[edit]

Besides the traditional check-in at the airport (see the Checking In section), your airline can allow you to check-in online from anywhere with internet access. They usually open at least 24 hours before your scheduled flight. By checking-in online, you can select your preferred seat in advance, quote your frequent flyer number for mileage accrual, inform the airline how many bags you are intending to check-in thus saving time at the airport. Furthermore, everybody else who is part of your traveling party can also be checked-in along with you.

Online check-in procedures, features, benefits and requirements vary per airline and possibly per airport of departure. For instance, some airlines may offer only online check-in and only if you are departing from certain airports so be sure to check with your airline if online check-in is available from your departure airport. In relation to that, some airlines will allow the printing of a boarding pass at home while other airlines will still require passengers to claim it at the airport. Another example is that for some airlines such as Southwest that do not assign seats, passengers are allowed to board earlier if they have checked-in in advance. Also, some airlines will make this option available only to electronic ticket holders while others will invite paper ticket holders to take advantage of this option as well.

If your airline does not let you print your boarding pass from where you are, be ready to note down or print all the other pertinent information given to you at the end of the online check-in process as they will be used to facilitate the rest of the check-in process at the airport.

The airline will usually provide a special lane for those who checked-in online; be sure to use it for faster service.

Don't know where to print your boarding pass? An emerging trend in the issuance of boarding passes is having electronic boarding pass. Some airlines such as American Airlines, Air Canada and KLM already offer this service to passengers flying selected routes. All you need is a WAP or WiFi-enabled mobile device (such as a Blackberry, iPhone, iTouch) and depending on the airline's system, you can check-in online or via your mobile device. You will receive a link to your electronic boarding pass or sometimes the boarding pass itself via SMS, MMS or e-mail on your mobile device (consult your mobile device manual on how to save SMS, emails). The boarding pass will contain a barcode which will be scanned at the checkpoints and gate. If you are on a "domestic" flight, you will only need to bring the mobile device containing the boarding pass in addition to your ID as required documents.

การเช็คอินด้วยวิธีอื่นก่อนถึงสนามบิน[edit]

บางสายการบินจากบางสนามบินให้บริการเช็คอินด้วยวิธีที่ต่างออกไป Singapore Airlines ให้คุณเช็คอินด้วยเครื่องบริการการตนเองด้วย kiosk, SMS, mobile phone application หรือเช็คอินที่ Marina Bay Sands Lufthansa ก็มีบริการเช็คอินด้วย SMS เช่นกันถ้าคุณเช็คอินที่ kiosk คุณอาจป้อนข้อมูลเอง หรือใช้บัตรหรือกระดาษที่มีบาร์โคดเพื่อแสกนข้อมูล

ที่ฮ่องกง กรุงเทพ และกัวลาลัมเปอร์ คุณอาจเช็คอินที่สถานีรถไฟที่เชื่อมไปสนามบินได้ ซึ่งช่วยให้ไม่ต้องพะวงเกี่ยวกับกระเป๋า และอาจมีเวลาว่างไปเที่ยวในเมืองได้

ขอความช่วยเหลือ[edit]

หากการวางแผนที่กล่าวมาข้างต้นทั้งหมดซับซ้อนเกินไปสำหรับคุณ คุณอาจมองหาความช่วยเหลือ

  • คุณอาจมีเพื่อนที่มีประสบการณ์ตรง ลองถามว่าเขาทำอย่างไรในการวางแผน ในการเลือกสายการบิน จงชั่งน้ำหนักข้อมูลที่ได้รับเทียบกับข้อมูลที่เห็นทางอินเทอร์เน็ต และข้อมูลจากแหล่งอื่น
  • ใช้บริการจากตัวแทนท่องเที่ยว คุณอาจต้องจ่ายค่าหัวคิวเล็กน้อย แต่ก็อาจช่วยให้หลีกเลี่ยงปัญหาที่จะตามมาได้หลายประการ ทั้งนี้ตัวแทนท่องเที่ยวอาจช่วยส่งคำขอพิเศษ (อาหารพิเศษ ตระกร้าเด็ก เก้าอี้เข็น ฯลฯ) กับสายการบินให้ได้อีกด้วย และยังอาจให้คำแนะนำเกี่ยวกับสนามบิน ที่พัก และการเดินทางเชื่อมต่อจากสนามบิน รวมถึงแพ็คเกจทัวร์ ซึ่งอาจจะประหยัดเงินกว่าการจองทุกอย่างแยกกัน ค่าหัวคิวต่าง ๆ นั้น บางทีก็รวมอยู่ในค่าเครื่องบินหรือค่าที่พักแล้ว ไม่ต้องจ่ายแยกออกมาต่างหาก



Create category

นี่เป็นบทความระดับใช้การได้ บทความนี้มีเนื้อหาครอบคลุมทุกด้านที่เกี่ยวกับหัวเรื่อง อย่างไรก็ดี โปรดช่วยกันแก้ไขปรับปรุงและเพิ่มเติมข้อมูล